โรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็ก ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้ง่าย มักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปีในแถบร้อนชื้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่อาจพบได้ในเด็กที่มีอายุมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งจากรายงานสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย พ.ศ.2557 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคมือเท้าปาก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 64,317 ราย และมีรายงานการเสียชีวิตเพียง 2 ราย โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2547-2556) มีแนวโน้มการเกิดโรคนี้สูงขึ้นทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม หลังจากนั้นจะมีจำนวนลดลง และเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลระบาดของโรคนี้อยู่แล้ว

โรคมือเท้าปาก

สาเหตุของโรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ (มากกว่า 100 สายพันธุ์) ได้แก่ ค็อกแซคกีเอและบี (Coxsackie A, B), ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (Enterovirus 71 – EV71), ไวรัสเอ็คโคไวรัส (Echovirus) สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือการระบาดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16)

ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรง และผู้ป่วยมักจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสาเหตุที่พบได้น้อยและมีอาการรุนแรง คือ การติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ (นอกจากนี้ในบางครั้งยังอาจเกิดการระบาดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และเชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีชนิด 2 และ 5 และอาจเกิดเชื้อไวรัสเอ็คโคไวรัสได้บ้าง)

วิธีรักษาโรคมือเท้าปาก เนื่องจากการรักษาโรคมือเท้าปากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะหรือมียาที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสนี้ได้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะได้ผลในการป้องกันเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ ดังนั้นการรักษาโดยทั่วไปจึงเป็นการรักษาไปตามแต่อาการของผู้ป่วย

ในกรณีที่ป่วยเพลียมากหรือมีอาการหนักมาก แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้ แก้ปวด และ/หรือหยอดยาชาในปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปาก รวมถึงการเฝ้าสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ แต่สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่อาการไม่รุนแรง ก็ไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *