หมูทอดกระเทียม

หมูทอดกระเทียม อาหารตามสั่งสิ้นคิด ที่ทุกคนชอบกินมากที่สุด

หมูทอดกระเทียม เมนูที่เชื่อว่าทุกคนก็เคยสั่งแม้จะจัดอยู่รายการ อาหารสิ้นคิด

หมูทอดกระเทียม แต่ทุกคนก็ต้องการเวลาหิวใช่ไหมล่ะคะ มาดูกันดีกว่าว่า 10 อันดับ อาหารสิ้นคิด นี้มีอะไรบ้าง

ส่วนผสม

ซี่โครงหมู 500 กรัม
ซอสหอยนางรม 2 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
ผงปรุงรส 1/2 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ช้อนชา
พริกไทย 1/2 ช้อนโต๊ะ
รากผักชี 2 ต้น
กระเทียมสับ 1 ถ้วย

หมูทอดกระเทียม

วิธีทำ

หมักซี่โครงหมูด้วยซอสหอยนางรม ซีอิ๊วขาว เกลือ ผงปรุงรส และน้ำตาล คลุกเคล้าให้เข้ากัน
ใส่พริกไทยและรากผักชีบด หมักทิ้งไว้จนเครื่องปรุงซึมเข้าเนื้อซี่โครงหมู
ตั้งกระทะ ใส่น้ำมันให้ท่วม รอให้น้ำมันเดือดแล้วนำกระเทียมลงไปทอด ทอดจนเหลืองกรอบ แล้วตักขึ้นมาพักไว้
นำซี่โครงหมูที่หมักไว้ลงไปทอด ทอดให้สุก หากชอบแห้งๆ ก็ทอดให้นานขึ้นโดยใช้ไฟอ่อนถึงปานกลาง เสร็จแล้วก็นำขึ้นใส่จาน โรยด้วยกระเทียมเจียว
ขอบคุณแหล่งที่มา https://food.mthai.com/

 …

กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา แต่น่ากินมีประโยชน์ทั้งอาหารจานเดียวและกับข้าว

กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา เมนูประหยัดที่อยากให้ลองทำกินอีกอย่างนั่นคือ กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา  มีแค่กะหล่ำปลีกับน้ำปลา ใส่กระเทียมลงไปเจียวพอหอม แค่นี้ก็กินกับข้าวสวยได้แล้วค่ะ

ส่วนผสม กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา
กะหล่ำปลี 1 หัว
กระเทียม 2 หัว
น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำมันพืช เล็กน้อย (สำหรับผัด)
กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา

วิธีทำกะหล่ำปลีทอดน้ำปลา
1. หั่นกะหล่ำปลีเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วดึงแยกออกจากกัน นำไปล้างให้สะอาด เตรียมไว้
2. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ นำขึ้นตั้งไฟแรง พอน้ำมันร้อนใส่กระเทียมลงไปเจียวจนหอม
3. ใส่กะหล่ำปลีลงไปในกระทะ (ยังไม่ต้องผัด) ให้ทิ้งไว้ 10 วินาทีก่อน จากนั้นค่อย ๆ ผัดให้กะหล่ำปลีโดนความร้อนทั่ว ๆ แต่ยังไม่ต้องสุกมาก
4. ราดน้ำปลาลงไปรอบ ๆ ขอบกระทะ (ยังไม่ต้องผัด) รอจนมีกลิ่นน้ำปลาหอม ๆ ลอยขึ้นมาก่อน แล้วค่อยผัดให้ทุกอย่างเข้ากัน พอผัดจนกะหล่ำปลีสุกแล้ว ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com/

หนุ่มช่างเชื่อมร้องสื่อ

หนุ่มช่างเชื่อมร้องสื่อ-หลังถูกรุมทำร้ายเบ้าตาแตก 9 เดือนคดีไม่คืบ

หนุ่มช่างเชื่อมร้องสื่อ เข้าค้นหากูเกิลหาเบอร์ร้องสื่อ หลังถูกรุมทำร้ายร่างกายเบ้าตาแตก แจ้งความนานกว่า 9 เดือน คดีไม่คืบหน้า

หนุ่มช่างเชื่อมร้องสื่อ นายเทพวี พาพรมมี อายุ 31 ปี พนักงานแห่งหนึ่งนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ร้องสื่อกรณีคดีที่ตนเองถูกทำร้ายร่างกายไม่คืบ ฝากวิงวอนผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือ หลังอาการเริ่มมีผลในการใช้ชีวิตประจำวัน ระคายเคืองแสบตา และบางครั้งตามัวมองไม่ชัด เงินที่สะสมไว้ก็หมด ประกันสังคมไม่จ่ายเหตุทำร้ายร่างกาย เป็นช่างรายวันเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่ได้ไปทำงานก็ไม่มีรายได้ เริ่มหมดหนทาง เพื่อนแนะเข้ากูเกิลร้องสื่อเผื่อจะช่วยได้

หนุ่มช่างเชื่อมร้องสื่อ

นายเทพวี พาพรมมี เล่าเหตุการณ์ให้ผู้สื่อข่าวฟังว่า เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ตนได้เข้าไปเล่นสนุกเกอร์เกิดมีการประลองฝีมือกันกับคู่กรณี แต่ปรากฏว่าคู่กรณีสู้ไม่ได้ เกิดการโต้เถียงกันและเกิดการชกต่อยกันขึ้น คู่กรณีใช้ไม้สนุกเกอร์ตีที่แขนจนไม้หักและถูกรุมชกต่อย ตนเองเห็นท่าไม่ดีวิ่งออกมาหลบอยู่ข้างร้าน จะไปที่รถก็ไม่กล้ายืนรอคิดว่าจะเลิกรากันไป แต่คู่กรณีพร้อมพวกรวม 2 คน กลับเข้ามารุมทำร้ายอีก คราวนี้ใช้ไม้หน้าสามตีเข้าที่หน้าเข้าที่คิ้วซ้ายและเบ้าตา อาการสะบักสะบอม

จากนั้นคู่กรณีก็รีบไปที่สถานีตำรวจภูธรหนองขาม เจ้าของท้องที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ตนถึงกับงงเหมือนกันว่าถูกรุมทำร้ายขนาดนี้ คู่กรณีกลับจะมาแจ้งความตกลงตำรวจให้มาคุยกัน ใครจะแจ้งความว่ามาปรับคนละ 500 เรื่องจะได้จบๆ แยกย้ายกันไป ตนเองเห็นท่าไม่ดีจึงไม่แจ้งและออกมารอแฟนให้พาไปหาหมอ พอถึงโรงพยาบาลหมอตรวจดูพบว่ากระดูกเบ้าตาด้านซ้ายแตก ต้องทำการรักษาด้วยการผ่าตัดใส่เหล็กรองเบ้าตาตลอดชีวิต ใช้ประกันสังคมก็ไม่ได้ เนื่องจากเป็นกรณีทะเลาะวิวาท ต้องออกค่ารักษาพยาบาลเอง

ช่วงรักษาพยาบาลตนได้ให้แฟนไปแจ้งความแต่ตำรวจบอกว่าให้หายก่อนแล้วค่อยมาแจ้ง พอแจ้งความได้ทางเจ้าหน้าที่ให้คู่กรณีมาตกลงกันชดเชยค่าสินไหมคนละหมื่น แต่ตนเองแจ้งว่าค่ารักษาพยาบาลไม่พอกับค่าใช้จ่าย เรียกร้องไปคู่กรณีบอกให้ไปฟ้องศาลเอา จึงร้องขอความเป็นธรรม พอร้องเข้าไปมากๆ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกเข้าไปสอบปากคำเพิ่ม สุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหาร่วมสมัครใจทะเลาะวิวาท ทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ทำเอามืดแปดด้าน คดียืดเยื้อมานานกว่า 9 เดือนแล้ว โดยเหตุเกิดเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 22 มี.ค. 61 อยากให้ศาลเป็นผู้ตัดสินว่าใครผิดใครถูก ตอนนี้ตนก็เดือดร้อนมาก

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

จับแล้ว

จับแล้ว “พันตรีเก๊” หลอกแต่งงานตุ๋นเงินหมดตัว ผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ 6 ราย

จับแล้ว ร.ต.อ.นิติพัฒน์ เอกบาง รองสารวัตรสอบสวน สภ.วิเชีรบุรี ได้ออกหมายจับ นายราชัน สวัสดิ์รักษ์ อายุ 35 ปี ในข้อหาฐานฉ้อโกง และสวมเครื่องแบบหรือ ประดับเครื่องหมายของเจ้าพนักงานโดยไม่มีสิทธิ์

จับแล้ว ซึ่งผู้ต้องหาหนุ่มแสบแต่งตัวเป็นนายทหารยศพันตรีรายนี้ หลอกหญิงสาวแต่งงาน อยู่กินกันมา 3 ปี สุดท้ายถูกตุ๋นเงินนับแสน สืบประวัติพบมีหญิงสาวถูกหลอกถึง 6 ราย ด้วยกันนั้น

ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเชียร ได้ประสานไปยัง สภ.บ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ ให้ช่วยทำการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านเป้า จึงเข้าไปตรวจสอบยังบ้านพักของนายราชัน สวัสดิ์รักษ์ ผู้ต้องหาตามหมายจับ พบตัวนายราชัน กบดานอยู่ภายในบ้านพัก ตำบลหนองโพนงาม อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ

จับแล้ว

จึงแสดงตัวเข้าจับกุม จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบปรามยาเสพติด สภ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ จึงได้เดินทางไปรับตัวผู้ต้องหาที่ สภ.บ้านเป้า อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จ.ชัยภูมิ เพื่อนำผู้ต้องหามาดำเนินคดี โดยส่งตัวให้กับพนักงานสอบสวน

เบื้องต้นผู้ต้องหาอ้างว่า ตนแต่งชุดทหารในงานวันทหารผ่านศึกเท่านั้น พร้อมทั้งกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองมีอาชีพทำนา ไม่ได้รับราชการทหารแต่อย่างใด แต่ที่แต่งชุดทหารยศพันตรีนั้น เพราะมีเหตุผลบางอย่างแต่จะให้การในชั้นศาลเท่านั้น ขณะเดียวกันทางพนักงานสอบสวน สภ.วิเชียรบุรี

ได้นำตัวผู้ต้องหาเข้าควบคุมตัว ไว้ที่ห้องขัง สภ.วิเชียรบุรี ตามอำนาจของพนักงานสอบสวน แล้วจะดำเนินการสอบสวนอีกครั้งในวันพรุ่ง นี้ และจะดำเนินการส่งฟ้องยังศาลจังหวัดวิเชียรบุรี ในทันทีหลังการสอบสวนเสร็จสิ้นลง

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com/

ญาติเหยื่อแม่ค้าส้ม

ญาติเหยื่อแม่ค้าส้ม เปิดคลิปแฉ มือปืนเตรียมอาวุธ ก่อนโทรตามเหยื่อไปยิง

ญาติเหยื่อแม่ค้าส้ม กรณี น.ส.ทิพท์ อายุ 38 ปี เจ้าของแผงส้มในตลาดไอยรา อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ก่อเหตุยิง น.ส.ศรัญญา อายุ 30 ปี เจ้าของแผงส้มในตลาดเดียวกันเสียชีวิต

ญาติเหยื่อแม่ค้าส้ม ภายหลังผู้ต้องหาให้การว่า ก่อเหตุยิงนางสาวศรัญญา เพราะผู้ตายมายืนด่าที่หน้าร้านว่าส้มเน่า แล้วนำมาเทที่หน้าร้าน ภายหลังผู้ตายยังคงมาต่อว่าตนอีกครั้ง เป็นเหตุให้เกิดเหตุสลดขึ้น

ล่าสุด ฝ่ายญาติผู้เสียชีวิต ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว ระบุว่าผู้ต้องหาให้การขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะอ้างว่าก่อเหตุเพราะบันดาลโทสะ แต่แท้ที่จริงแล้ว มีการเตรียมอาวุธปืน ใส่กระสุนพร้อมยิงไว้ ก่อนโทรตามผู้ตายให้ไปหาที่แผงขายส้ม

ญาติเหยื่อแม่ค้าส้ม

ขณะที่ภาพวงจรปิดในตลาดบันทึกเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน เมื่อ น.ส.ศรัญญา เดินไปถึงที่หน้าร้านได้ไม่นาน ผู้ก่อเหตุก็ใช้อาวุธปืนยิงทันที ก่อนที่ผู้ตายจะพยายามวิ่งหนี และล้มลงบริเวณหน้าร้าน มือปืนยังคงกระหน่ำยิงอีกหลายครั้งดูบอลออนไลน์ ขณะนั้นมีชายอีกคนเข้ามาห้ามปราม และแย่งอาวุธปืนออกจากผู้ก่อเหตุได้ แต่น.ส.ทิพท์ ยังคงเดินเข้าไปใช้เท้าเตะที่ร่างของผู้ตายซ้ำ

ญาติผู้ตายให้ข้อมูลว่า หลังก่อเหตุเชื่อว่ามือปืนมีความพยายามจะหลบหนี แต่เพื่อนของผู้ตาย ขับรถติดตาม และเรียก รปภ.ให้ควบคุมตัวไว้ได้ ซึ่งขัดแย้งจากคำกล่าวอ้างของผู้ต้องหาที่บอกว่า รอมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ทันที

ขณะเดียวกันก็ได้เผยแพร่ภาพวงจรปิดที่บันทึกเหตุการณ์ เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เจ้าหน้าที่รวบหนุ่มแสบ ลักลอบปลูก “กัญชา” ขายออนไลน์

เจ้าหน้าที่รวบหนุ่มแสบ วันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 พ.อ.พิเชษฐ์ หัสดีผง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 19 ในฐานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์ เปิดเผยว่า พล.ต.ฐกัด หลอดศิริ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ในฐานะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรสีห์

เจ้าหน้าที่รวบหนุ่มแสบ ได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นและกวาดล้างการลำเลียงยาเสพติดทุกมิติ จากภายนอกเข้ามาในประเทศไทยทุกช่องทางตามแนวชายแดน โดยให้ร่วมกันบูรณาการกับหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่ตามแนวชายแดน

เจ้าหน้าที่รวบหนุ่มแสบ

จึงได้มอบหมายให้ พ.อ.เฉลิมพล สังข์ต้อง รองผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจจงอางศึก กองกำลังสุรสีห์, พ.ต.อ.ชยินธร สุคนธร ผกก.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์, พ.ต.ท.ธีรพล ภู่เนติ ผบ.ร้อย ตชด146, ทหาร ร้อย.รส.ที่ 1 และนายชัยวุฒิ คุณาธิมาพันธ์ ปลัดอำเภอหัวหน้าฝ่ายความมั่นคง

เจ้าพนักงาน ปปส. พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ บ้านเลขที่ 22/85 หมู่ 4 ต.อ่าวน้อย อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังสืบทราบมาว่า บุคคลในบ้านหลังดังกล่าวมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

จากการตรวจสอบพบ นายภุชงค์ ซึ่งพักอาศัยอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว เมื่อกระจายกำลังกันตรวจสอบภายในบ้านและบริเวณรอบบ้าน เจ้าหน้าที่ตรวจพบต้นกัญชาปลูกในกระถางไว้ด้านหลังบ้าน จำนวน 6 ต้น

กัญชาตากแห้ง น้ำหนัก 0.925 กรัม กัญชาแห้งแบบดอก บรรจุในกระปุกแก้วฝาสีเขียว น้ำหนัก 0.083 กรัม กัญชาแห้งแบบใบ บรรจุในกระปุกพลาสติกใสฝาสีทอง น้ำหนัก 0.219 กรัม

กัญชาแห้งแบบก้าน บรรจุในถุงพลาสติกใสแบบหูหิ้ว น้ำหนัก 0.78 กรัม กัญชาอัดแท่ง บรรจุในถุงพลาสติกใสแบบปิด-เปิด น้ำหนัก 0.369 กรัม ต้นกัญชาสด น้ำหนัก 3,200 กรัม ซึ่งถูกตัดทำลายแล้วทิ้งไว้บริเวณที่ปลูกด้านหลังบ้านของนายภุชงค์

เจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ต้องหาเบื้องต้น ให้การรับสารภาพว่า ได้ปลูกต้นกัญชาไว้เพื่อเสพและจำหน่ายกัญชาให้กับกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ รวมทั้งได้ลักลอบโฆษณาและขายกัญชาผ่านทางออนไลน์อีกด้วย ในราคาขีดละ 200 บาท

และนายภุชงค์เอง เพิ่งเสพยาบ้า ครั้งล่าสุดมาเมื่อประมาณ 3-4 วันที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่า ผลิตยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) โดยผิดกฎหมาย, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) และเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (กัญชา) พร้อมทั้งนำตัวผู้ต้องและของกลางส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

 …

แจวเรือจับ

แจวเรือจับ ! ตำรวจล่อซื้อ-ไล่ล่าหนุ่มค้ายาบ้าหลังโดดหนีลงคลองมหาสวัสดิ์

แจวเรือจับ นายวัชรเดช เกียรติชานน นอภ.บางกรวย จ.นนทบุรี ได้มอบหมายให้ นายกฤษ อุปมัย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับรตอ.บัณฑิต บุญประดิษฐ์ รอง.สวป.สภ.ปลายบาง รตอ.พีรพรรณ์ รอง.สว.สส. พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ อส.กว่า 20 นาย

แจวเรือจับ โดยนำกำลังเข้าจับกุมตัว นายอภิสิทธิ์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งผลจากการเข้าจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอบางกรวยได้รับแจ้งจากสายว่า ได้มีคนขายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในซอยชุมชนตลาดเก่าวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง

แจวเรือจับ

หลังจากได้รับข้อมูลครบถ้วนแล้ว จึงทำการให้สายทำการล่อซื้อยาบ้าจำนวน 3 เม็ด เงินล่อซื้อจำนวน 200 บาท โดยขายในราคาเม็ดละ 70 บาท จึงได้ถ่ายเอกสารแบงก์เอาไว้จำนวน 2 ใบ ใบละ 100 บาท และหลังจากนั้นก็ได้นัดแนะให้สายเข้าไปรับยาตามที่ได้นัดกันไว้

จากนั้นกำลังทั้งหมดที่ซุ่มอยู่จึงเข้าจับกุมตัว นายอภิสิทธิ์ แต่พอเห็นเจ้าหน้าที่จึงรีบกระโดดลงนํ้าคลองมหาสวัสดิ์วิเคราะห์บอล ว่ายนํ้าหลบนี้ไปอีกฝั่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมการเอาไว้แล้วจึงได้เอาเรือพายตามไปแต่ผู้ต้องหาวายนํ้าเร็วกว่า จนเจ้าหน้าที่ตกนํ้าแต่ก็เพราะต้องการจะจับตัวผู้ต้องหาให้ได้จึงว่ายนํ้าตามไปจนจับตัวผู้ต้องหาในที่สุด

และหลังจากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาไปค้นภายในบ้าน พบยาเสพติดประเภทยาบ้า จำนวน 33 เม็ด พร้อมกัญชา 7.94 กรัม และในขณะทำการตรวจค้นอยู่ก็ได้มี นายณัฐพงษ์ อายุ 23 ปี ได้มาหา นายอภิสิทธิ์ เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกตรวจค้นพบยาเสพติดประเภทยาบ้าจำนวน 1 เม็ด

โดยนายณัฐพงษ์ บอกว่า จะมาซื้อยาไปเสพ และจากการสอบสวนทั้งสองคนพบเคยติดคุกมาแล้วหลายครั้ง และเพิ่งพ้นโทษออกมา ไม่ถึงเดือนกลับมาค้ายาเสพติดอีก เบื้องต้น นำตัวทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปลายบาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สังคมส่ายหัว

สังคมส่ายหัว เด็กชายวัย 14 เสพยาหลอนหนัก เชิญอามาสอบก็พบฉี่ม่วง

สังคมส่ายหัว ตำรวจสายตรวจเจอเด็กชายวัย 14 ปี นั่งสั่นคล้ายคนผีเข้าอยู่ข้างถนน พบเสพยาบ้าจนหลอน เชิญตัวอามาสอบสวน ก็พบว่าฉี่เป็นสีม่วง ปฏิเสธนำยาให้หลานเสพ

สังคมส่ายหัว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองชลบุรี เข้าเกลี้ยกล่อมและควบคุมตัว เด็กชายเอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี หลังรับแจ้งจากประชาชนเห็นเด็กคนดังกล่าวยืนหลบอยู่เสาไฟฟ้าบริเวณแยกท่าเกวียน ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี พบมีอาการตัวสั่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับคนผีเข้า

สังคมส่ายหัว

หลังจากนำตัวมาสอบถาม ทราบว่า ขี่รถจักรยานยนต์จะไปหาเพื่อน แต่ในระหว่างทางเหมือนมีคนตามเลยจอดรถวิ่งไปหลบที่ต้นเสา ทางตำรวจสังเกตุอาการของเด็กชายพบว่าพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง และมีลักษณะคล้ายคนเสพยาเสพติด จึงเข้าไปสอบถาม ซึ่งเด็กให้การวกไปวนมา พอจับใจความได้ว่าเจอยาบ้ามาจากข้างทางจำนวน 2 เม็ดจึงเสพเข้าไปจนหมด ทำให้เกิดอาการหลอนและเกิดความกลัวอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าทีตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และนำรถยนต์มารับเด็กชายไปโรงพัก ก่อนจะตรวจปัสสวะพบเป็นสีม่วง

หลังจากนั้นได้เรียกตัวผู้ปกครองมาซึ่งเป็นอา มาที่โรงพักและทำการตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามีสารยาเสพติดเหมือนกัน ทั้งนี้ อาของเด็กชาย ปฏิเสธว่าซื้อมาเสพแต่เพียงผู้เดียวไม่เคยให้หลานเสพด้วย จึงได้นำตัวทั้งสองคนส่งพนักงานสอบสวนก่อนทำการส่งบำบัดต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ผ่านมา

ผ่านมา 1 เดือน กลุ่มชายฉกรรจ์บุกฆ่าหนุ่มมอญต่อหน้าลูกสาว เผ่นไปเมียนมาแล้ว

ผ่านมา 1 เดือน จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ 6-7 คน นำอาวุธบุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย น.ส.ชะเอม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 42 ปี และนายเม็ด (ไม่มีนามสกุล) อายุ 40 ปี

ผ่านมา 1 เดือน สองสามีภรรยาชาวมอญ ภายในร้านขายของชำหมู่ 6 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ช่วงเวลาประมาณ 21.50 น.ของวันที่ 4 ต.ค.61เป็นเหตุทำให้ น.ส.ชะเอม ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ส่วนนายเม็ด สามี เสียชีวิต มีเพียงลูกสาววัย 13 ปี รอดตายอย่างหวุดหวิด เพราะแอบอยู่หลังประตูนั้น

ผ่านมา

ล่าสุด วานนี้ (2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช รอง ผบช.ภาค 7 เปิดเผยขณะเดินทางมาแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหาก่อเหตุคดีอาชญากรรม ที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุนั้นเป็นชาวมอญ ซึ่งขณะนี้เรารู้ตัวและได้ออกหมายจับไปแล้วบางส่วน

แต่มันมีข้อจำกัดของตำรวจไทย เนื่องจากว่ากลุ่มคนร้ายพวกนี้เมื่อเข้ามาก่อเหตุเสร็จแล้ว ก็จะหนีกลับบ้าน เท่าที่ทราบตอนนี้ก็คือกลุ่มผู้ต้องหาได้หนีกลับไปฝั่งประเทศเมียนมาแล้ว ซึ่งประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงยากที่จะประสานให้เขาตามจับเพื่อส่งตัวให้กับเรา

สำหรับสาเหตุคือกลุ่มผู้ก่อเหตุกลุ่มนี้มักจะมาเที่ยวภายในหมู่บ้านแห่งนี้หลายครั้ง และบางครั้งชอบเปิดเพลงเสียงดัง โดยหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นชุมชนชาวมอญ ซึ่งนายเม็ด ผู้เสียชีวิต ก็ได้เข้าไปต่อว่า ว่าทำไมเปิดเพลงเสียงดัง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นมา ทำให้กลุ่มผู้ต้องหาเกิดความไม่พอใจ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาอาศัยอยู่คนละท้องที่กัน แต่ก็ได้มารวมตัวกันเพื่อก่อเหตุ

โดยจากแผนประทุษกรรมของกลุ่มคนร้ายพวกนี้ เวลาเขาทะเลาะกันก็จะก่อเหตุกันอย่างรุนแรงมาก ถามว่ามีความมั่นใจหรือไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวมาดำเนินได้ ก็อย่างที่บอกว่า เราไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ส่วนจะหลบหนีไปอยู่ชายแดนที่อยู่ติดกับจังหวัดอะไรของประเทศไทย ข้อมูลตรงนี้เจ้าหน้าที่ขอปิดเอาไว้ก่อน เพราะทาง พ.ต.อ.สุวิทย์ ชาวศรีทอง รรท.ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี กำลังดำเนินการประสานแหล่งข่าวเพื่อจับกุมตัวอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในครั้งนี้ บางคนทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และบางคนทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ก่อนก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์คล้ายบิ๊กไบค์

ออกมาจากแต่ละจังหวัด แล้วมาพบกันที่จุดนัดพบในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังก่อเหตุแล้วเสร็จก็ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์แยกย้ายกันหลบหนีข้ามชายแดนไปอาศัยอยู่กับชุมชนชาวมอญ ที่อยู่ฝั่งประเทศพม่า

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 …

นศ.สาวเชียงใหม่

นศ.สาวเชียงใหม่ แฉอาจารย์หื่นตั้งกล้องแอบถ่ายใต้กระโปรงคาชั้นเรียน

นศ.สาวเชียงใหม่ นักศึกษาสาว ม.ดังเชียงใหม่ แฉอาจารย์หนุ่มสุดหื่น ตั้งกล้องแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นแรมเดือน ตามจับผิดจนได้หลักฐานมัดตัว เป็นคลิปยาว 12 นาที ทางคณะสั่งเลิกจ้างทันที

นศ.สาวเชียงใหม่ (2 พ.ย.) นางสาวพลอย (นามสมมติ) อายุ 19 ปี พร้อมด้วย นางสาวเพชร (นามสมมติ) อายุ 19 ปี และ นางสาวผึ้ง (นามสมมติ) อายุ 18 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันเปิดเผยพฤติกรรมสุดหื่นของอาจารย์หนุ่มที่สอนวิชาภาษาไทยของคณะมนุษยศาสตร์ โดยตั้งกล้องแท็ปเล็ตแอบถ่ายใต้กระโปรงของบรรดานักศึกษาสาวในชั้นเรียน

นศ.สาวเชียงใหม่

โดยพฤติกรรมของอาจารย์คนดังกล่าว จะทำทีเป็นวางไว้แท็ปเล็ตเอาไว้กับพื้น ใกล้ๆ กับโต๊ะที่อาจารย์นั่งสอนในชั้นเรียน แล้วจึงให้นักศึกษามาเขียนลงชื่อเข้าเรียน นักศึกษาแอบสงสัยในพฤติกรรมมาตั้งแต่เริ่มเข้าชั้นเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม จนกระทั่งมีการพูดคุยหารือกันและวางแผนจับผิด กระทั่งได้หลักฐานมา เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) เป็นแท็ปเล็ตของอาจารย์คนดังกล่าวที่พบคลิปจากกล้องบันทึกวิดีโอความยาวประมาณ 12 นาที จึงได้นำมอบให้กับทางผู้บริหารคณะ เพื่อดำเนินการลงโทษตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ขณะที่นักศึกษาสาวทั้ง 3 คน ที่เป็นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความ ร้องทุกข์ดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์

นางสาวพลอย เปิดเผยว่า ตนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ ได้ลงเรียนวิชาภาษาไทยกับอาจารย์หนุ่มคนดังกล่าว โดยเริ่มเรียนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของอาจารย์คนดังกล่าว ที่มักจะวางแท็ปเล็ตไว้กับพื้นใกล้โต๊ะที่นั่งสอนแล้วให้นักศึกษาเดินไปลงชื่อเข้าเรียน ชื่อว่าน่าจะเป็นการแอบถ่ายใต้กระโปรงของนักศึกษาผู้หญิง เพราะหากมีใครเคลื่อนย้ายไป อาจารย์จะมีท่าทีไม่พอใจทุกครั้ง

จนกระทั่งได้พูดคุยปรึกษากับเพื่อนนักศึกษาผู้หญิงที่ลงเรียนกับอาจารย์คนเดียวกันนี้แต่คนละห้อง ต่างก็สงสัยในพฤติกรรมเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงได้ร่วมกันวางแผน ที่จะเก็บหลักฐานมัดตัวให้ได้ โดยเมื่อวานนี้ได้เข้าเรียนตามปกติ พบว่าอาจารย์ยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม จึงให้เพื่อนทำการบันทึกภาพวีดีโอ และเพื่อนคนหนึ่งทำการหยิบแท็บเล็ตที่วางไว้กับพื้น นำไปมอบให้กับผู้บริหารคณะ

ซึ่งเมื่อเปิดดูภาพหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่กำลังทำการบันทึกยาวประมาณ 12 นาที โดยทุกคนต่างตกใจกันเป็นอย่างมาก ไม่เชื่อว่าอาจารย์คนนี้จะมีพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งจากการที่ตัวเองปรึกษากับครอบครัวแล้วจึงเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับอาจารย์คนดังกล่าว

ขณะที่ นางสาวเพชร นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ก็เปิดเผยว่า ตนลงเรียนวิชาเดียวกันนี้กับอาจารย์คนเดียวกัน แต่เป็นคนละห้องเรียน ซึ่งก็พบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวของอาจารย์และเกิดความสงสัยเรื่อยมาเช่นเดียวกัน จนกระทั่งได้พบและพูดคุยกับเพื่อนสมัยเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนคนละคณะและเรียนกับอาจารย์คนเดียวคนนี้ ทำให้ทราบว่าต่างคนต่างสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาจารย์เหมือนกัน จึงได้เริ่มปรึกษาหารือกับนักศึกษาคนอื่นๆ และวางแผนเพื่อเก็บหลักฐานจนกระทั่งได้หลักฐานในที่สุด

ทั้งนี้ยอมรับว่ารู้สึกตกใจมาก และไม่กล้าที่จะเข้าเรียนกับอาจารย์คนนี้อีกอย่างแน่นอน ซึ่งจากการปรึกษากับทางพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดก็ตกใจเช่นเดียวกัน และให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์หนุ่มคนนี้ด้วย โดยวันนี้ตัวเองพร้อมเพื่อนรวม 3 คนได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้อาจจะมีผู้เสียหายรายอื่นเข้าแจ้งความเพิ่มด้วย

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยังแจ้งว่า ในส่วนของอาจารย์หนุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าวนั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบทราบว่าเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาภาษาไทย ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังเกิดเหตุทางคณะได้มีการลงโทษตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยแล้วโดยเลิกจ้าง ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆ โดยให้เหตุผลว่าเป็นปัญหาภายในคณะและมหาวิทยาลัย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com