This Theme Supports a Custom FrontPage

อาการปวดหลัง แสดงว่าเส้นประสาทถูกทำลาย ต้องพบแพทย์

อาการปวดหลัง แสดงว่าเส้นประสาทถูกทำลาย ต้องพบแพทย์

อาการปวดหลัง เป็นอาการหนึ่งที่เป็นกันบ่อยๆ ประมาณ 4/5ของผู้ใหญ่จะเกิดอาการปวดหลัง ซึ่งอาจจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นกับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการดูแลตัวเอง

อาการปวดหลัง ร้อยละ50จะหายภายใน 2 สัปดาห์ ร้อยละ90 จะหายภายใน 3 เดือน จะพบผู้ป่วยร้อยละ 5-10ที่จะเป็นโรคปวดเรื้อรัง การที่มีอาการปวดหลังไม่ได้หมายความว่าจะมีการทำลายเนื้อเยื่อของร่างกาย การปวดหลังเป็นเพียงเกิดการอักเสบขึ้นที่โครงสร้างของหลัง

อาการที่สำคัญที่แสดงว่าเส้นประสาทถูกทำลายและต้องพบแพทย์โดยด่วนได้แก่

  • กลั้นปัสสาวะหรืออุจาระไม่อยู่
  • อ่อนแรงของขา

บทความนี้จะกล่าวถึงกลไกการเกิดโรคปวดหลัง การป้องกัน การรักษา

อาการปวดหลัง

ส่วนประกอบของหลังของเรา

หลังของเรามิได้ประกอบด้วยกระดูกชิ้นเดียวแต่ประกอบไปด้วยกระดูกสันหลังทั้งหมด 24 ชิ้นที่เรียกว่า vertebrae วางซ้อนกันตั้งแต่กระดูกสะโพกถึงกะโหลกศีรษะ ระหว่างกระดูกแต่ละชิ้นจะเนื้อนุ่มเหมือนฟองน้ำขั้นกลางเรียกหมอนรองกระดูก

ซึ่งจะรับแรงกระแทกของกระดูก และเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนไหว กระดูกสันหลังทำหน้าที่เป็นแกนกลางของร่างกาย กระดูกจะถูกยึดติดเป็นแนวโดยอาศัยกล้ามเนื้อและเอ็น การหดเกร็งกล้ามเนื้อหลังจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว

หน้าอีกอย่างหนึ่งของกระดูกสันหลังคือเป็นทางผ่านของประสาทไขสันหลัง (spinal cord) วิ่งเริ่มต้นจากสมองในกะโหลกศีรษะลงมาในช่องกระดุกสันหลัง และมีเส้นประสาท ( spinal nerve ) ออกบริเวณข้อต่อของกระดูกไปเลี้ยงยังอวัยวะต่างๆ

แพทย์จะแบ่งกระดูกหลังออกเป็นห้าส่วนคือ cervical ,thoracic ,lumbar,sacrum ,coccyx ส่วนที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดคือส่วนเอว(lumbar) และเป็นส่วนที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้มากที่สุด อวัยวะที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังได้แก่

  • รากประสาทที่ออกจากไขสันหลังอาจจะถูกกระตุ้นทำให้มีอาการปวด
  • ปลายประสาทที่เลี้ยงไขสันหลังอาจจะถูกกระตุ้นทำให้มีอาการปวด
  • กล้ามเนื้อหลังอาจเกร็งอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดอาการปวด
  • กระดูกสันหลัง เอ็น และข้อต่อกระดูกสันหลังอาจจะเกิดโรคทำให้ปวด
  • โรคที่เกิดระหว่างกระดูกเช่นหมอนกระดูกทับเส้นประสาท

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้นการทบทวนโครงสร้างของกระดูกสันหลังจะทำให้เราเข้าใจสาเหตุ กลไกการเกิดอาการปวดรวมทั้งการให้การรักษา ส่วนประกอบสำคัญที่ประกอบเป็นกระดูกสันหลังได้แก่

  1. Vertebral bodies
  2. Vertebral discs
  3. Spinal cord and nerve roots
  4. Muscles

สำหรับตำแหน่งที่มักจะทำให้เกิดอาการปวดได้แก่

  • บริเวณกระดูกคอ cervical
  • บริเวณกระดูกหน้าอก thorax
  • บริเวณกระดูกเอว lumbar

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.siamhealth.net

โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก อาการ สาเหตุ และการรักษาโรคมือเท้าปาก

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็ก ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้ง่าย มักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปีในแถบร้อนชื้น โดยเฉพาะในเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี แต่อาจพบได้ในเด็กที่มีอายุมากกว่านี้ก็ได้ ซึ่งจากรายงานสถานการณ์โรคมือเท้าปากในประเทศไทย พ.ศ.2557 ของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสะสมด้วยโรคมือเท้าปาก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2557 มีจำนวนทั้งสิ้น 64,317 ราย และมีรายงานการเสียชีวิตเพียง 2 ราย โดยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2547-2556) มีแนวโน้มการเกิดโรคนี้สูงขึ้นทุกปี ซึ่งในแต่ละปีจะมีรายงานผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม หลังจากนั้นจะมีจำนวนลดลง และเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นฤดูกาลระบาดของโรคนี้อยู่แล้ว

โรคมือเท้าปาก

สาเหตุของโรคมือเท้าปาก เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัสเอนเทอโร (Enterovirus) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลากหลายสายพันธุ์ (มากกว่า 100 สายพันธุ์) ได้แก่ ค็อกแซคกีเอและบี (Coxsackie A, B), ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (Enterovirus 71 – EV71), ไวรัสเอ็คโคไวรัส (Echovirus) สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดก็คือการระบาดจากการติดเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 16 (Coxsackievirus A 16)

ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรง และผู้ป่วยมักจะหายได้เองเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสาเหตุที่พบได้น้อยและมีอาการรุนแรง คือ การติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ (นอกจากนี้ในบางครั้งยังอาจเกิดการระบาดได้จากเชื้อไวรัสค็อกแซคกีเอชนิด 5, 7, 9, 10 และเชื้อไวรัสค็อกแซคกีบีชนิด 2 และ 5 และอาจเกิดเชื้อไวรัสเอ็คโคไวรัสได้บ้าง)

วิธีรักษาโรคมือเท้าปาก เนื่องจากการรักษาโรคมือเท้าปากในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาโดยเฉพาะหรือมียาที่สามารถทำลายเชื้อไวรัสนี้ได้ และยังไม่มีวัคซีนที่จะได้ผลในการป้องกันเชื้อไวรัสในกลุ่มนี้ ดังนั้นการรักษาโดยทั่วไปจึงเป็นการรักษาไปตามแต่อาการของผู้ป่วย

ในกรณีที่ป่วยเพลียมากหรือมีอาการหนักมาก แพทย์จะรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาลและให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด ร่วมกับให้ยาลดไข้ แก้ปวด และ/หรือหยอดยาชาในปากเพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปาก รวมถึงการเฝ้าสังเกตอาการของภาวะแทรกซ้อนทางสมองและหัวใจ แต่สำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่อาการไม่รุนแรง ก็ไม่จำเป็นต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล

ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

น้ำผลไม้โซดา เครื่องดื่ม สุดแนว ซาบซ่ารับวันสบาย แถมได้ประโยชน์จากผลไม้

น้ำผลไม้โซดา เครื่องดื่ม สุดแนว ซาบซ่ารับวันสบาย แถมได้ประโยชน์จากผลไม้

น้ำผลไม้โซดา เครื่องดื่มสุดแนวไม่จำเจ ชื่นใจซาบซ่าคลายร้อน วันหยุดนี้ดื่มกันสักแก้ว เอ้า… ชนหน่อย

น้ำผลไม้โซดา แหวกแนวสำหรับวันสบาย ๆ นอกจากเครื่องดื่มสมูทตี้หรือเครื่องดื่มชงแล้ว กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำน้ำผลไม้โซดา ทำง่าย ๆ ดื่มซาบซ่า ได้ประโยชน์จากผลไม้ ลองกันสักแก้วดีกว่า

เริ่มกันที่สูตรน้ำผลไม้โซดาสุดคลาสสิกนั่นคือ น้ำผึ้งมะนาวโซดา รสชาติมะนาวหอม ๆ เข้ากันดีกับน้ำผึ้ง เพิ่มความซ่าจากโซดา ยิ่งช่วงไหนมะนาวถูก ๆ ควรจัดอย่างยิ่ง

น้ำผลไม้โซดา

ส่วนผสม น้ำผึ้งมะนาวโซดา

• น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ
• น้ำมะนาว 1/2 ลูก
• โซดาแช่เย็นจัด
• น้ำแข็ง 1 แก้ว
• มะนาวฝานเป็นชิ้นบาง (แต่งแก้ว)
• ใบสะระแหน่ (แต่งแก้ว)

วิธีทำน้ำผึ้งมะนาวโซดา

1. ผสมน้ำผึ้งกับน้ำมะนาวให้ละลายเข้ากัน เทใส่แก้วที่มีน้ำแข็ง
2. ตามด้วยโซดาแช่เย็นจนเต็มแก้ว แต่งด้วยมะนาวฝานและใบสะระแหน่ พร้อมดื่ม

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

แกงหน่อไม้ ใบย่านาง อาหารอีสาน รสเผ็ดร้อนพ่วงคุณค่าสมุนไพร

แกงหน่อไม้ ใบย่านาง อาหารอีสาน รสเผ็ดร้อนพ่วงคุณค่าสมุนไพร

แกงหน่อไม้ ใบย่านาง อาหารอีสานพื้นบ้าน น้ำข้นรสเผ็ดร้อน เพียบพร้อมคุณค่าสมุนไพร เหมาะกับคนรักสุขภาพ

แกงหน่อไม้ ใบย่านาง แกงหน่อไม้อีสานบ้านเฮานี่ล่ะ กินเมื่อไรก็อิ่มท้องเมื่อนั้น ขอข้าวเหนียวกระติ๊บน้อย ๆ ด้วยค่ะ

อยากกินแกงร้อน ๆ รสจัด ๆ สักถ้วย ก็นึกถึงแกงหน่อไม้ใบย่านางขึ้นมาทันที ของอร่อย ๆ ที่กินเมื่อไรก็ไม่เคยเบื่อเลย แกงหน่อไม้อีสานบ้านเฮานี่ล่ะ กินเมื่อไรก็อิ่มท้องเมื่อนั้น ขอข้าวเหนียวกระติ๊บน้อย ๆ ด้วยค่ะ

แกงหน่อไม้

ส่วนผสม แกงหน่อไม้ใบย่านาง

• ข้าวเบือ
• พริกสด
• หอมแดง
• น้ำใบย่านาง
• น้ำปลาร้า
• หน่อไม้
• เห็ดฟาง
• ชะอม

วิธีทำแกงหน่อไม้ใบย่านาง

• ขั้นตอนแรกก็โขลกข้าวเบือให้ละเอียด และโขลกพริกสดผสมกับหอมแดงพอหยาบ ๆ

• เทน้ำใบย่านางคั้นสด ๆ ใหม่ ๆ ใส่หม้อ ตั้งไฟให้ร้อนแล้วใส่พริกสดกับหอมที่โขลกไว้แล้วตามลงไป พอเดือดก็ใส่น้ำปลาร้าและข้าวเบือ ปล่อยไว้ให้เดือด

• พอแกงเดือดเผ็ดร้อนดีแล้วใส่หน่อไม้กับเห็ดฟางได้เลยค่ะ ชิมรสชาติดูก่อนนะคะว่าอร่อยดีหรือยัง บางคนก็จะเพิ่มน้ำปลา แต่เราไม่ได้เพิ่มอะไรนะคะ เพราะแค่น้ำปลาร้าก็เอาอยู่ นัวมากจริง ๆ สุดท้ายท้ายสุดก็ใส่ชะอม ปิดเตาเป็นอันเสร็จ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

 

 …

นอนมากกว่าปกติ เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า และอีกสารพัดโรคร้าย

นอนมากกว่าปกติ เสี่ยงต่อโรคซึมเศร้า และอีกสารพัดโรคร้าย

นอนมากกว่าปกติ หรือเปล่า? หากเป็นเช่นนั้น อาจเป็นผลมาจากภาวะซึมเศร้าก็เป็นได้ ปัญหาเกี่ยวกับการนอนและภาวะซึมเศร้าอาจมีปัจจัยเสี่ยง และอาการทางร่างกายแบบเดียวกัน

นอนมากกว่าปกติ เป็นสิ่งบ่งชี้ประการหนึ่งของภาวะซึมเศร้า คุณอาจนอนมากเกินไป หรือนอนไม่พอ เมื่อมีภาวะซึมเศร้า สำหรับผู้ที่ทรมานจากการนอนมากเกินไป (hypersomnia) เป็นความผิดปกติทางสุขภาพอย่างแท้จริง ในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโดยส่วนใหญ่แล้ว อาการนอนไม่หลับ (insomnia) มักพบได้ทั่วไป โดยสลับกันแล้ว ผู้ที่มีอาการนอนไม่หลับมีความเสี่ยงในการเป็นโรคซึมเศร้าได้มากกว่าผู้ที่นอนหลับปกติได้ถึง 10 เท่า

โรคซึมเศร้าทำให้คุณรู้สึกเศร้า สิ้นหวัง ไร้ค่า และไร้ประโยชน์ แน่นอนว่าเราทั้งหมดสามารถรู้สึกเศร้าหรือหดหู่ได้ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่เมื่อคุณรู้สึกเศร้าเป็นเวลานาน และความรู้สึกดังกล่าวรุนแรงขึ้น อารมณ์ซึมเศร้าและอาการทางร่างกายที่สัมพันธ์กัน จะทำให้คุณไม่สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อาการซึมเศร้าอื่นๆ ได้แก่

  • รู้สึกเศร้าหรือว่างเปล่าอย่างมาก
  • รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า หรือรู้สึกผิด
  • รู้สึกอ่อนเพลียและเชื่องช้ามาก หรือวิตกกังวลและกระวนกระวาย
  • ขาดความสนใจในสิ่งต่างๆ ซึ่งเคยสนใจมาก่อน
  • หมดแรง
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทำสมาธิ การคิด หรือการตัดสินใจ
  • ความอยากอาหารเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งทำให้น้ำหนักร่างกายเปลี่ยนแปลง
  • ความอยากนอนเพิ่มขึ้นหรือลดลง

หากมีอาการเหล่านี้อย่างน้อยห้าอาการ เป็นเวลามากกว่าสองสัปดาห์ คุณควรพบแพทย์สำหรับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

นอนมากกว่าปกติ

เหตุใดการนอนจึงสำคัญ

แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่นอนมากเกินไปจะมีความผิดปกติเกี่ยวกับการนอน สาเหตุอื่นๆ ที่เป็นไปได้ของการนอนมากเกินไป ได้แก่ การใช้สารบางชนิด เช่น แอลกอฮอล์ และยาที่แพทย์สั่งบางชนิด อาการอื่นๆ เช่น อาการซึมเศร้า อาจทำให้มีอาการนอนมากเกินไปได้ แต่ก็มีผู้ที่แค่ต้องการนอนมากโดยไม่ได้มีอะไรผิดปกติก็เป็นได้

อาการหรือโรคต่อไปนี้เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับการนอน หรืออาจทำให้เกิดปัญหาการนอนได้

เบาหวาน

ผู้ที่นอนมากเกินไปหรือนอนไม่เพียง พอมีความเสี่ยงต่อเบาหวานได้มากกว่า

โรคอ้วน

น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นอาจเกิดได้จากการนอนมากเกินไป การศึกษาหนึ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการนอนและโรคอ้วนเผยว่า ผู้ที่นอนเป็นเวลา 9 หรือ 10 ชั่วโมงต่อวันทุกคืน มีโอกาสร้อยละ 21 ที่จะเป็นโรคอ้วนเป็นเวลาเกินกว่า 6 ปี มากกว่าผู้ที่นอนเป็นเวลาระหว่าง 7 และ 8 ชั่วโมง

ปวดศีรษะ

คุณอาจคิดว่าการนอนหลับสนิท สามารถรักษาอาการปวดศีรษะได้ ข้อเท็จจริงมีอยู่ว่า การนอนมากขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์หรือวันหยุดพักผ่อน อาจก่อให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ในบางคน การนอนมากเกินไปอาจส่งผลต่อสารสื่อประสาทในสมอง ที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้ในตอนเช้า

ปวดหลัง

ย้อนกลับไปในอดีต ผู้ที่มีอาการปวดหลังมักได้รับคำแนะนำให้พักผ่อนมากขึ้น อย่างไรก็ดี วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พิสูจน์ว่า วิธีการรักษาแบบดังเดิมนี้เป็นสิ่งที่ผิดและทำให้อาการแย่ลงได้ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีความจำเป็นต่อการคงไว้ซึ่งความยืดหยุ่นของร่างกาย หากคุณมีอาการปวดหลัง ให้ไปพบแพทย์ แพทย์อาจแนะนำไม่ให้นอนมากเกินไป หากเป็นไปได้

โรคซึมเศร้า

ถึงแม้ว่าอาการนอนไม่หลับมักสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า มากกว่าการนอนมากเกินไป แต่ก็มีผู้ป่วยโรคซึมเศร้าประมาณร้อยละ 15 ที่มีอาการนอนมากเกินไป ในทางกลับกัน อาจทำให้โรคซึมเศร้ามีอาการแย่ลงได้ เนื่องจากนิสัยการนอนตามปกติ เป็นสิ่งสำคัญต่อกระบวนการฟื้นฟูของร่างกาย

การเสียชีวิต

การศึกษาจำนวนมากพบว่า ผู้้ที่นอนเป็นเวลา 8 หรือ 9 ชั่วโมงต่อคืน มีอัตราการเสียชีวิตที่สูงกว่าผู้ที่นอน 7 ถึง 8 ชั่วโมงต่อคืนอย่างมีนัยสำคัญ ไม่มีการระบุเหตุผลสำหรับความสัมพันธ์ดังกล่าว แต่นักวิจัยพบว่า โรคซึมเศร้าและสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่ำ มีความสัมพันธ์กับการนอนเป็นเวลานานขึ้น นักวิจัยคาดว่า ปัจจัยเหล่านี้อาจสัมพันธ์กับการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ที่พบในการศึกษาผู้ป่วยที่นอนมากเกินไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

แก้วมังกร นมสดสมูทตี้ ใส่เนื้อมะพร้าวหอมหวานกลมกล่อม ดื่มชื่นใจ

แก้วมังกร นมสดสมูทตี้ ใส่เนื้อมะพร้าวหอมหวานกลมกล่อม ดื่มชื่นใจ

แก้วมังกร ทำอะไรได้บ้าง ? ชวนทำแก้วมังกรสมูทตี้ สูตรเครื่องดื่มปั่นใส่นมสดและมะพร้าว ปั่นจนเนื้อเนียนนุ่ม แต่งด้วยแก้วมังกรให้สวยงาม

แก้วมังกร ผลไม้ไฟเบอร์สูง นอกจากกินสด ๆ แล้วยังเอามาทำแก้วมังกรสมูทตี้ ได้อร่อยด้วย ขอนำเสนอวิธีทำแก้วมังกรสมูทตี้ จับแก้วมังกรหั่นชิ้นใส่เครื่องปั่น เติมนมสด นมข้นหวาน และเนื้อมะพร้าวลงไป พอปั่นจนเนียนก็กระดกดื่มได้เลยจ้า

แก้วมังกร

ส่วนผสม แก้วมังกรสมูทตี้

• แก้วมังกร (ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ ) 1 ถ้วย
• เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ลูก
• นมสดหวาน 1/3 ถ้วยตวง
• นมข้นหวาน 3 ช้อนโต๊ะ
• น้ำแข็ง 2 ถ้วย

วิธีทำแก้วมังกรสมูทตี้

1. ผสมนมสดและนมข้นหวานเข้าด้วยกัน เตรียมไว้
2. ใส่น้ำแข็ง เนื้อแก้วมังกร และเนื้อมะพร้าวลงในเครื่องปั่น เปิดเครื่องปั่นแล้วค่อย ๆ เทส่วนผสมนมลงไป ปั่นผสมจนเนียนละเอียด
3. เทใส่แก้ว ตกแต่งด้วยแก้วมังกร และใบสะระแหน่ พร้อมดื่ม

จบไปแล้วสำหรับเครื่องดื่มแก้วมังกรสมูทตี้ ใครจะใช้แก้วมังกรสีขาวหรือแก้วมังกรสีแดงก็ตามชอบ ถ้าไม่ชอบรสหวานก็ตัดนมข้นหวานออกไป และอาจใส่นมสดรสจืดแทนนมสดรสหวานก็โอเคเหมือนกันค่ะ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

ไข่ตุ๋น เนื้อเนียน ใส่ผักสีสวยชิ้นกลมน่ารักเด็ก ๆ ชอบ และวิธีทำ ที่ง่ายมาก

ไข่ตุ๋น เนื้อเนียน ใส่ผักสีสวยชิ้นกลมน่ารักเด็ก ๆ ชอบ และวิธีทำ ที่ง่ายมาก

ไข่ตุ๋น จะอร่อยต้องเนื้อเนียน ชวนทำไข่ตุ๋นใส่ผักเพิ่มวิตามิน ชิ้นกลมดิ๊กน่ารัก อย่าว่าแต่เด็กชอบเลย วัยดึกก็อยากอร่อยด้วย

ไข่ตุ๋น จากร้านดังเพราะหน้าเนียนมาก พอมาลองทำเองกลับมีฟองอากาศเต็มไปหมด คงจะดีถ้ามีสูตรไข่ตุ๋นหน้าเรียบมาให้ลอกวิธีทำกันบ้าง กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำไข่ตุ๋นเนื้อเนียน สูตรจาก คุณ Kitty Chef สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ใส่นมถั่วเหลืองตีผสมกับไข่แล้วกรองให้เนื้อเนียนขึ้น ตบท้ายโรยผักเพิ่มความอร่อย

เมนูหลอกเด็กมาอีกแล้วค่ะ ไข่ตุ๋นเนื้อเนียน ใส่แครอทกับต้นหอมเพิ่มสีสันและรสชาติความอร่อย แค่นี้เด็ก ๆ ที่บ้านก็ชอบ ทานง่าย มีขอเพิ่มอีก คุณแม่ปลื้มค่ะ ดูบอลออนไลน์

ไข่ตุ๋น

ส่วนผสม ไข่ตุ๋น

• ไข่ไก่ 2 ฟอง
• นมถั่วเหลือง (ปริมาณเท่ากันกับไข่)
• น้ำ (ปริมาณ 1/2 ของไข่)
• ซีอิ๊วขาว (ใส่นิดหน่อยเพิ่มความอร่อย)
• เกลือเล็กน้อย
• แครอทซอย
• ต้นหอมซอย

วิธีทำไข่ตุ๋น

  1.   ตอกไข่ ใส่นมถั่วเหลือง เติมน้ำ ปรุงรสด้วยเกลือและซีอิ๊วขาว
  2. ใช้ตะกร้อมือคนเบา ๆ ให้เข้ากัน กรองด้วยตะแกรง 1 รอบ
  3. ทาน้ำมันบาง ๆ บนพิมพ์ซิลิโคน เทส่วนผสมไข่ลงในพิมพ์ ใส่แครอทและต้นหอมซอย
  4. นึ่งด้วยไฟอ่อน ปิดฝา ประมาณ 20-25 นาที
  5. พอเสร็จพักไว้ให้เย็น แล้วแกะออกจากพิมพ์พร้อมเสิร์ฟ มาแนวน่ารักไซส์มินิ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com