แจวเรือจับ

แจวเรือจับ ! ตำรวจล่อซื้อ-ไล่ล่าหนุ่มค้ายาบ้าหลังโดดหนีลงคลองมหาสวัสดิ์

แจวเรือจับ นายวัชรเดช เกียรติชานน นอภ.บางกรวย จ.นนทบุรี ได้มอบหมายให้ นายกฤษ อุปมัย ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง ร่วมกับรตอ.บัณฑิต บุญประดิษฐ์ รอง.สวป.สภ.ปลายบาง รตอ.พีรพรรณ์ รอง.สว.สส. พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ อส.กว่า 20 นาย

แจวเรือจับ โดยนำกำลังเข้าจับกุมตัว นายอภิสิทธิ์ อาศัยอยู่ในพื้นที่ ต.ปลายบาง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ซึ่งผลจากการเข้าจับกุมในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจาก ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอบางกรวยได้รับแจ้งจากสายว่า ได้มีคนขายยาเสพติดให้กับกลุ่มวัยรุ่นในซอยชุมชนตลาดเก่าวัดศรีประวัติ ต.ปลายบาง

แจวเรือจับ

หลังจากได้รับข้อมูลครบถ้วนแล้ว จึงทำการให้สายทำการล่อซื้อยาบ้าจำนวน 3 เม็ด เงินล่อซื้อจำนวน 200 บาท โดยขายในราคาเม็ดละ 70 บาท จึงได้ถ่ายเอกสารแบงก์เอาไว้จำนวน 2 ใบ ใบละ 100 บาท และหลังจากนั้นก็ได้นัดแนะให้สายเข้าไปรับยาตามที่ได้นัดกันไว้

จากนั้นกำลังทั้งหมดที่ซุ่มอยู่จึงเข้าจับกุมตัว นายอภิสิทธิ์ แต่พอเห็นเจ้าหน้าที่จึงรีบกระโดดลงนํ้าคลองมหาสวัสดิ์วิเคราะห์บอล ว่ายนํ้าหลบนี้ไปอีกฝั่ง แต่ทางเจ้าหน้าที่ได้เตรียมการเอาไว้แล้วจึงได้เอาเรือพายตามไปแต่ผู้ต้องหาวายนํ้าเร็วกว่า จนเจ้าหน้าที่ตกนํ้าแต่ก็เพราะต้องการจะจับตัวผู้ต้องหาให้ได้จึงว่ายนํ้าตามไปจนจับตัวผู้ต้องหาในที่สุด

และหลังจากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหาไปค้นภายในบ้าน พบยาเสพติดประเภทยาบ้า จำนวน 33 เม็ด พร้อมกัญชา 7.94 กรัม และในขณะทำการตรวจค้นอยู่ก็ได้มี นายณัฐพงษ์ อายุ 23 ปี ได้มาหา นายอภิสิทธิ์ เจ้าหน้าที่จึงได้เรียกตรวจค้นพบยาเสพติดประเภทยาบ้าจำนวน 1 เม็ด

โดยนายณัฐพงษ์ บอกว่า จะมาซื้อยาไปเสพ และจากการสอบสวนทั้งสองคนพบเคยติดคุกมาแล้วหลายครั้ง และเพิ่งพ้นโทษออกมา ไม่ถึงเดือนกลับมาค้ายาเสพติดอีก เบื้องต้น นำตัวทั้งสองส่งพนักงานสอบสวน สภ.ปลายบาง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

สังคมส่ายหัว

สังคมส่ายหัว เด็กชายวัย 14 เสพยาหลอนหนัก เชิญอามาสอบก็พบฉี่ม่วง

สังคมส่ายหัว ตำรวจสายตรวจเจอเด็กชายวัย 14 ปี นั่งสั่นคล้ายคนผีเข้าอยู่ข้างถนน พบเสพยาบ้าจนหลอน เชิญตัวอามาสอบสวน ก็พบว่าฉี่เป็นสีม่วง ปฏิเสธนำยาให้หลานเสพ

สังคมส่ายหัว เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองชลบุรี เข้าเกลี้ยกล่อมและควบคุมตัว เด็กชายเอ (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี หลังรับแจ้งจากประชาชนเห็นเด็กคนดังกล่าวยืนหลบอยู่เสาไฟฟ้าบริเวณแยกท่าเกวียน ต.บางปลาสร้อย อ.เมือง จ.ชลบุรี พบมีอาการตัวสั่นอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับคนผีเข้า

สังคมส่ายหัว

หลังจากนำตัวมาสอบถาม ทราบว่า ขี่รถจักรยานยนต์จะไปหาเพื่อน แต่ในระหว่างทางเหมือนมีคนตามเลยจอดรถวิ่งไปหลบที่ต้นเสา ทางตำรวจสังเกตุอาการของเด็กชายพบว่าพูดจาไม่ค่อยรู้เรื่อง และมีลักษณะคล้ายคนเสพยาเสพติด จึงเข้าไปสอบถาม ซึ่งเด็กให้การวกไปวนมา พอจับใจความได้ว่าเจอยาบ้ามาจากข้างทางจำนวน 2 เม็ดจึงเสพเข้าไปจนหมด ทำให้เกิดอาการหลอนและเกิดความกลัวอยู่ตลอดเวลา เจ้าหน้าทีตำรวจที่อยู่ในเหตุการณ์จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ และนำรถยนต์มารับเด็กชายไปโรงพัก ก่อนจะตรวจปัสสวะพบเป็นสีม่วง

หลังจากนั้นได้เรียกตัวผู้ปกครองมาซึ่งเป็นอา มาที่โรงพักและทำการตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่ามีสารยาเสพติดเหมือนกัน ทั้งนี้ อาของเด็กชาย ปฏิเสธว่าซื้อมาเสพแต่เพียงผู้เดียวไม่เคยให้หลานเสพด้วย จึงได้นำตัวทั้งสองคนส่งพนักงานสอบสวนก่อนทำการส่งบำบัดต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ผ่านมา

ผ่านมา 1 เดือน กลุ่มชายฉกรรจ์บุกฆ่าหนุ่มมอญต่อหน้าลูกสาว เผ่นไปเมียนมาแล้ว

ผ่านมา 1 เดือน จากกรณีกลุ่มชายฉกรรจ์ 6-7 คน นำอาวุธบุกเข้าไปทำร้ายร่างกาย น.ส.ชะเอม (ไม่มีนามสกุล) อายุ 42 ปี และนายเม็ด (ไม่มีนามสกุล) อายุ 40 ปี

ผ่านมา 1 เดือน สองสามีภรรยาชาวมอญ ภายในร้านขายของชำหมู่ 6 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ช่วงเวลาประมาณ 21.50 น.ของวันที่ 4 ต.ค.61เป็นเหตุทำให้ น.ส.ชะเอม ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส ส่วนนายเม็ด สามี เสียชีวิต มีเพียงลูกสาววัย 13 ปี รอดตายอย่างหวุดหวิด เพราะแอบอยู่หลังประตูนั้น

ผ่านมา

ล่าสุด วานนี้ (2 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.กฤษณะ ทรัพย์เดช รอง ผบช.ภาค 7 เปิดเผยขณะเดินทางมาแถลงข่าวจับกุมตัวผู้ต้องหาก่อเหตุคดีอาชญากรรม ที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ว่า กลุ่มคนร้ายที่ก่อเหตุนั้นเป็นชาวมอญ ซึ่งขณะนี้เรารู้ตัวและได้ออกหมายจับไปแล้วบางส่วน

แต่มันมีข้อจำกัดของตำรวจไทย เนื่องจากว่ากลุ่มคนร้ายพวกนี้เมื่อเข้ามาก่อเหตุเสร็จแล้ว ก็จะหนีกลับบ้าน เท่าที่ทราบตอนนี้ก็คือกลุ่มผู้ต้องหาได้หนีกลับไปฝั่งประเทศเมียนมาแล้ว ซึ่งประเทศไทยกับประเทศเมียนมา ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงยากที่จะประสานให้เขาตามจับเพื่อส่งตัวให้กับเรา

สำหรับสาเหตุคือกลุ่มผู้ก่อเหตุกลุ่มนี้มักจะมาเที่ยวภายในหมู่บ้านแห่งนี้หลายครั้ง และบางครั้งชอบเปิดเพลงเสียงดัง โดยหมู่บ้านแห่งนั้นเป็นชุมชนชาวมอญ ซึ่งนายเม็ด ผู้เสียชีวิต ก็ได้เข้าไปต่อว่า ว่าทำไมเปิดเพลงเสียงดัง จึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้นมา ทำให้กลุ่มผู้ต้องหาเกิดความไม่พอใจ ซึ่งกลุ่มผู้ต้องหาอาศัยอยู่คนละท้องที่กัน แต่ก็ได้มารวมตัวกันเพื่อก่อเหตุ

โดยจากแผนประทุษกรรมของกลุ่มคนร้ายพวกนี้ เวลาเขาทะเลาะกันก็จะก่อเหตุกันอย่างรุนแรงมาก ถามว่ามีความมั่นใจหรือไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถจับกุมตัวมาดำเนินได้ ก็อย่างที่บอกว่า เราไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ส่วนจะหลบหนีไปอยู่ชายแดนที่อยู่ติดกับจังหวัดอะไรของประเทศไทย ข้อมูลตรงนี้เจ้าหน้าที่ขอปิดเอาไว้ก่อน เพราะทาง พ.ต.อ.สุวิทย์ ชาวศรีทอง รรท.ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี กำลังดำเนินการประสานแหล่งข่าวเพื่อจับกุมตัวอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับกลุ่มผู้ต้องหาที่ก่อเหตุในครั้งนี้ บางคนทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ และบางคนทำงานอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี ก่อนก่อเหตุได้ขับขี่รถจักรยานยนต์คล้ายบิ๊กไบค์

ออกมาจากแต่ละจังหวัด แล้วมาพบกันที่จุดนัดพบในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี หลังก่อเหตุแล้วเสร็จก็ได้ขับขี่รถจักรยานยนต์แยกย้ายกันหลบหนีข้ามชายแดนไปอาศัยอยู่กับชุมชนชาวมอญ ที่อยู่ฝั่งประเทศพม่า

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

 …

นศ.สาวเชียงใหม่

นศ.สาวเชียงใหม่ แฉอาจารย์หื่นตั้งกล้องแอบถ่ายใต้กระโปรงคาชั้นเรียน

นศ.สาวเชียงใหม่ นักศึกษาสาว ม.ดังเชียงใหม่ แฉอาจารย์หนุ่มสุดหื่น ตั้งกล้องแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นแรมเดือน ตามจับผิดจนได้หลักฐานมัดตัว เป็นคลิปยาว 12 นาที ทางคณะสั่งเลิกจ้างทันที

นศ.สาวเชียงใหม่ (2 พ.ย.) นางสาวพลอย (นามสมมติ) อายุ 19 ปี พร้อมด้วย นางสาวเพชร (นามสมมติ) อายุ 19 ปี และ นางสาวผึ้ง (นามสมมติ) อายุ 18 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกันเปิดเผยพฤติกรรมสุดหื่นของอาจารย์หนุ่มที่สอนวิชาภาษาไทยของคณะมนุษยศาสตร์ โดยตั้งกล้องแท็ปเล็ตแอบถ่ายใต้กระโปรงของบรรดานักศึกษาสาวในชั้นเรียน

นศ.สาวเชียงใหม่

โดยพฤติกรรมของอาจารย์คนดังกล่าว จะทำทีเป็นวางไว้แท็ปเล็ตเอาไว้กับพื้น ใกล้ๆ กับโต๊ะที่อาจารย์นั่งสอนในชั้นเรียน แล้วจึงให้นักศึกษามาเขียนลงชื่อเข้าเรียน นักศึกษาแอบสงสัยในพฤติกรรมมาตั้งแต่เริ่มเข้าชั้นเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม จนกระทั่งมีการพูดคุยหารือกันและวางแผนจับผิด กระทั่งได้หลักฐานมา เมื่อวานนี้ (1 พ.ย.) เป็นแท็ปเล็ตของอาจารย์คนดังกล่าวที่พบคลิปจากกล้องบันทึกวิดีโอความยาวประมาณ 12 นาที จึงได้นำมอบให้กับทางผู้บริหารคณะ เพื่อดำเนินการลงโทษตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัย ขณะที่นักศึกษาสาวทั้ง 3 คน ที่เป็นผู้เสียหายได้เข้าแจ้งความ ร้องทุกข์ดำเนินคดีที่สถานีตำรวจภูธรภูพิงคราชนิเวศน์

นางสาวพลอย เปิดเผยว่า ตนเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์ ได้ลงเรียนวิชาภาษาไทยกับอาจารย์หนุ่มคนดังกล่าว โดยเริ่มเรียนมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สังเกตเห็นพฤติกรรมแปลกๆ ของอาจารย์คนดังกล่าว ที่มักจะวางแท็ปเล็ตไว้กับพื้นใกล้โต๊ะที่นั่งสอนแล้วให้นักศึกษาเดินไปลงชื่อเข้าเรียน ชื่อว่าน่าจะเป็นการแอบถ่ายใต้กระโปรงของนักศึกษาผู้หญิง เพราะหากมีใครเคลื่อนย้ายไป อาจารย์จะมีท่าทีไม่พอใจทุกครั้ง

จนกระทั่งได้พูดคุยปรึกษากับเพื่อนนักศึกษาผู้หญิงที่ลงเรียนกับอาจารย์คนเดียวกันนี้แต่คนละห้อง ต่างก็สงสัยในพฤติกรรมเช่นเดียวกัน จากนั้นจึงได้ร่วมกันวางแผน ที่จะเก็บหลักฐานมัดตัวให้ได้ โดยเมื่อวานนี้ได้เข้าเรียนตามปกติ พบว่าอาจารย์ยังคงมีพฤติกรรมเช่นเดิม จึงให้เพื่อนทำการบันทึกภาพวีดีโอ และเพื่อนคนหนึ่งทำการหยิบแท็บเล็ตที่วางไว้กับพื้น นำไปมอบให้กับผู้บริหารคณะ

ซึ่งเมื่อเปิดดูภาพหลักฐานเป็นคลิปวิดีโอที่กำลังทำการบันทึกยาวประมาณ 12 นาที โดยทุกคนต่างตกใจกันเป็นอย่างมาก ไม่เชื่อว่าอาจารย์คนนี้จะมีพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งจากการที่ตัวเองปรึกษากับครอบครัวแล้วจึงเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายกับอาจารย์คนดังกล่าว

ขณะที่ นางสาวเพชร นักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ ก็เปิดเผยว่า ตนลงเรียนวิชาเดียวกันนี้กับอาจารย์คนเดียวกัน แต่เป็นคนละห้องเรียน ซึ่งก็พบเห็นพฤติกรรมดังกล่าวของอาจารย์และเกิดความสงสัยเรื่อยมาเช่นเดียวกัน จนกระทั่งได้พบและพูดคุยกับเพื่อนสมัยเป็นเด็กนักเรียนที่เรียนคนละคณะและเรียนกับอาจารย์คนเดียวคนนี้ ทำให้ทราบว่าต่างคนต่างสงสัยเกี่ยวกับพฤติกรรมของอาจารย์เหมือนกัน จึงได้เริ่มปรึกษาหารือกับนักศึกษาคนอื่นๆ และวางแผนเพื่อเก็บหลักฐานจนกระทั่งได้หลักฐานในที่สุด

ทั้งนี้ยอมรับว่ารู้สึกตกใจมาก และไม่กล้าที่จะเข้าเรียนกับอาจารย์คนนี้อีกอย่างแน่นอน ซึ่งจากการปรึกษากับทางพ่อแม่ที่อยู่ต่างจังหวัดก็ตกใจเช่นเดียวกัน และให้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับอาจารย์หนุ่มคนนี้ด้วย โดยวันนี้ตัวเองพร้อมเพื่อนรวม 3 คนได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจแล้ว ซึ่งคาดว่าหลังจากนี้อาจจะมีผู้เสียหายรายอื่นเข้าแจ้งความเพิ่มด้วย

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยังแจ้งว่า ในส่วนของอาจารย์หนุ่มที่ก่อเหตุดังกล่าวนั้น เบื้องต้นจากการตรวจสอบทราบว่าเป็นอาจารย์พิเศษ สอนวิชาภาษาไทย ของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง หลังเกิดเหตุทางคณะได้มีการลงโทษตามกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยแล้วโดยเลิกจ้าง ขณะที่ทางมหาวิทยาลัยปฏิเสธที่จะให้ข้อมูลใดๆ โดยให้เหตุผลว่าเป็นปัญหาภายในคณะและมหาวิทยาลัย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เป๋า เชื่อ

เป๋า เชื่อ “น้องเนย” แฟนเก่ง ลายพราง รู้เห็นเป็นใจพาเพื่อนยกพวกมาทำร้าย

เป๋า เชื่อ “น้องเนย” แฟนเก่ง ลายพราง รู้เห็นเป็นใจพาเพื่อนยกพวกมาทำร้ายคู่กรณีโดนแก๊งวัยรุ่นทำร้ายในคอนโด เชื่อ “น้องเนย” แฟนสาว “เก่ง ลายพราง” รู้เห็นเป็นใจ ตำรวจเตรียมแจ้ง 2 ข้อหาหนักกับกลุ่มผู้ก่อเหตุ

เป๋า เชื่อ “น้องเนย” แฟนเก่ง ลายพราง รู้เห็นเป็นใจพาเพื่อนยกพวกมาทำร้าย (30 ต.ค.) นายวุฒิชัย หรือ เป๋า อายุ 25 ปี ได้เดินทางเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน หลังจากที่เมื่อวานนี้ (29 ต.ค.) ได้แจ้งความกับ พ.ต.ท.สราวุธ บุตรดี หัวหน้าพนักงานสอบสวน สน.บางเขน จากกรณีถูกกลุ่มคนร้าย ใช้อาวุธฟันจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในห้องพักที่คอนโดแห่งหนึ่ง บริเวณถนนแจ้งวัฒนะ

เป๋า เชื่อ

นายวุฒิชัย เปิดเผยว่า ในวันเกิดเหตุนั้น ตนกับเพื่อน 7-8 คน ได้ไปเที่ยวกินดื่มที่สถานบันเทิงย่านรามอินทรา และได้เจอกับ น.ส.สายธาร หรือ น้องเนย แฟนสาวของ เก่ง ลายพราง เดินทางมาเที่ยวกับเพื่อนๆ และหลังจากกินดื่มเสร็จ น้องเนย ก็ชวนตนไปดื่มต่อที่คอนโดมิเนียม

ในตอนแรกตนได้ปฏิเสธ แต่น้องเนยคะยั้นคะยอให้ไป ตนจึงตอบตกลงแต่ขอชวนเพื่อนไปด้วย เมื่อไปถึงคอนโดฯ น้องเนย กลับพาไปที่ห้องของเพื่อนที่อยู่ชั้น 8 พร้อมอ้างว่าที่ห้องของตนเองรก จึงไม่อยากให้เข้าไป เมื่อดื่มกินกันไปสักพัก น้องเนยได้ขอตัวไปนอน ก่อนที่จะมีกลุ่มวัยรุ่นชายประมาณ 8-10 คน จะกรูเข้ามาในห้อง

ซึ่งตนจำชื่อได้ 4 คน คือ นายฟา, นายปาด, นายนก และนายแบงค์ เป็นคนที่ตนเคยมีปัญหาทะเลาะผ่านทางเฟซบุ๊กเมื่อ เดือนก่อน เพราะนายแบงค์คิดว่า ตนไปจีบน้องแนน แฟนของนายแบงค์

นายวุฒิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวเชื่อว่า น้องเนย น่าจะมีส่วนรู้เห็นกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะไม่น่าจะเป็นเรื่องบังเอิญที่คู่อริ จะรู้ว่าตนดื่มกินอยู่ในห้องดังกล่าว และบุกเข้ามาทำร้าย ส่วนประเด็นการก่อเหตุ ตนเชื่อว่าคือเรื่องชู้สาวที่มีความขัดแย้งกับนายแบงค์

ขณะที่ พ.ต.ท. สราวุธ ระบุว่า ขณะนี้ทราบตัวกลุ่มคนร้ายทั้งหมด ซึ่งทางผู้ปกครองของคนร้ายบางคน ได้ประสานเดินทางเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่แล้ว โดยมีการประสานเข้ามอบตัวทั้งหมด 5 คน เบื้องต้นทางตำรวจจะแจ้งข้อหากับกลุ่มคนร้าย 2 ข้อหา คือ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น และข้อหาพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร ส่วนข้อสันนิษฐานปมครั้งนี้คาดว่ามาจากเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องชู้สาวเพียงอย่างเดียว

สำหรับประเด็นที่ว่าเรื่องดังกล่าว น้องเนยจะมีส่วนรู้เห็นหรือไม่นั้น คงต้องสอบปากคำเจ้าตัวก่อน ซึ่งล่าสุด ยังไม่ได้รับการประสานว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเดินทางเข้าพบตนเองเมื่อใด และจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ ทั้งนี้หากไม่ติดต่อมา ทางตำรวจก็จะทำการออกหมายเรียกต่อไป

ขณะเดียวกัน ผู้สื่อข่าวพบว่ามีความเคลื่อนไหวที่เฟซบุ๊ก Panya Yimumphai ของ เก่ง ลายพราง ที่มีการโพสต์ข่าวดังกล่าวพร้อมกับระบุข้อความว่า “สักแต่จะเขียน” ได้สร้างความสงสัยเป็นอย่างมาก เนื่องจาก เก่ง ลายพราง ยังต้องโทษถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ แต่บนเฟซบุ๊กดังกล่าวกับมีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

หลานสาวถูกน้าแท้ๆ บีบคอจับถอดผ้าหวังข่มขืน ตั้งสติวิ่งหนีรอด อ้างแค่หยอกเล่น

หลานสาวถูกน้าแท้ๆ บีบคอจับถอดผ้าหวังข่มขืน ร.ต.อ.จารึก โพธิ์ทอง รองสว.(สอบสวน) สภ.พานทอง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ได้รับแจ้งมีเหตุน้ากระทำอนาจารกับหลานตัวเอง

หลานสาวถูกน้าแท้ๆ บีบคอจับถอดผ้าหวังข่มขืน จึงรุดไปตรวจสอบ พบ นายเพ็ชร อายุ 41 ปี ยืนรอกับลูกสาว ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 14 ปี จากนั้นพาไปชี้จุดที่เกิดเหตุ โดยบอกว่าผู้ก่อเหตุชื่อนายจิรวัฒน์ คำรอด อายุ 29 ปี น้าแท้ ๆ

หลานสาวถูกน้าแท้ๆ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนไปจับกุมนายจิรวัฒน์ได้ภายในเพิงพักไม่มีเลขที่ หมู่ 6 ต.มาบโป่ง อ.พานทอง จ.ชลบุรี ซึ่งกำลังนอนหลับอยู่ จึงพาตัวไปสอบสวนที่สภ.พานทอง เจ้าตัวให้การรับสารภาพว่าปล้ำและถอดเสื้อผ้าหลานจริง แต่ไม่ได้ข่มขืนและตัวเองป่วยทางประสาท เข้ารักษาโรงพยาบาลชลบุรีต้องกินยาทุกวัน

เจ้าหน้าที่สอบถามด.ญ.เอ ผู้เสียหาย เล่าว่า ตนได้พักอยู่ในบ้านเพียงคนเดียว เพราะพ่อกับแม่ออกไปทำงาน ขณะกำลังจะกินข้าวอยู่ น้าชายเดินมาหาคิดว่าไม่มีอะไร ก็ทักทายกันปกติ แต่น้าชายฉุดแขนตนเองเข้าไปในห้องนอนของแม่ เอามือมาบีบที่คอแล้วตบหน้าอย่างแรง ก่อนจับตนถอดกางเกงกับเสื้อออก ซึ่งตนได้พยายามดิ้นจนสุดความสามารถ จนน้าเผลอกำลังถอดกางเกงตัวเองอยู่ จึงสลัดตัวรีบวิ่งหนีออกมา และร้องขอให้คนช่วย

ทางพนักงานสอบสวน เผยว่า เบื้องต้นผู้ก่อเหตุยังให้การภาคเสธ ยอมรับเพียงแค่ว่าแค่หยอกล้อกับหลานไม่ได้คิดอะไร จึงตั้งข้อหากระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไม่ว่าจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม จึงส่งฟ้องศาลเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com