เดือน: พฤษภาคม 2019

  • สูตรปลาผัดสะตอ

    สูตรปลาผัดสะตอ อาหารปักษ์ใต้ เมนูผัด เมนูปลา

    สูตรปลาผัดสะตอ ภาษาอังกฤษ เรียก fried stir fish with stink bean อาหารพื้นบ้าน เมนูปลา วิธีทำปลาผัดสะตอ เมนูผัด สะตอทำอะไรกินดี อาหารใต้ ผัดสะตอ กับข้าวจากปลา เมนูอาหารยอดนิยม อาหารแนะนำสำหรับวันนี้ ปลาผัดสะตอ วิธีทำทีและละขั้นตอน เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก

    เมนูอาหารยอดนิยม อาหารแนะนำสำหรับวันนี้ ปลาผัดสะตอ วิธีทำทีและละขั้นตอน เข้าใจง่าย ไม่ยุ่งยาก เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร สูตรผัดสะตอปลา กลิ่นหอมของสะตอ ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อปลาได้อย่างดี ผัดสะตอ เป็น สูตรอาหารยอดนิยม ของภาคใต้ เรียกว่า เป็นดินแดนผัดสะตอ เมนูผัดสะตอ เหมาะสำหรับผู้ที่นิยมทำอาหารไทย ทั้งมือใหม่และผู้ที่ทำเป็นประจำ

    ส่วนผสมสำหรับทำปลาผัดสะตอ

    -เนื้อปลา หั่นเป็นชิ้นๆ 1 ตัว
    -เม็ดสะตอ ผ่าครึ่ง 1 ถ้วย
    -หอมแดง ซอย 3 ช้อนโต้ะ
    -กระเทียม ซอย 3 ช้อนโต้ะ
    -พริกสด ซอย 2 ช้อนโต้ะ
    -กะปิ 1 ช้อนชา
    -น้ำปลา 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาล 1 ช้อนชา
    -น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
    -น้ำเปล่า 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำมันพืช สำหรับผัด 2 ช้อนโต้ะ
    วิธีทำปลาผัดสะตอ

    1.ขั้นตอนแรกต้องโขรกน้ำพริกก่อน โดยนำ พริกสด หอมแดง กระเทียม และ กะปิ โขรกให้ส่วนผสมละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน
    2.จากนั้น ให้นำพริกแกงไปผัด โดย ตั้งกระทะน้ำมัน ให้ร้อนนำพริกแกง ที่มีส่วนผสมของ หอมแดง กระเทียม พริกสด และ กะปิ ที่โขรกเอาไว้แล้ว ลงไปผัด เมื่อผัดสุก ให้ใส่ ปลา และ สะตอ ลงไปผัดต่อ การสังเกตุว่าพริกแกงสุก คือ กลิ่นหอมของพริกแกงออกมา จากนั้นเติมน้ำไปนิดหน่อย ให้มีน้ำคลุกคลิก
    3.ขั้นตอนสุดท้าย ปรุงรสด้วย น้ำปลา น้ำตาล และ น้ำมะนาว ให้ได้รสชาติตามใจชอบ ไม่ต้องผัดนาน เดียวเนื้อปลาจะเละ และสะตอจะนิ่ม
    4.เสริฟอาหารใส่จาน กับข้าวง่ายๆ เมนูปลา
    เคล็ดลับการทำผัดสะตอ

    -ผัดสะตอ ใช้ สะตอสดๆ ล้างให้สะอาด
    -กะปิ ใช้ กะปิระยอง จะมีรสชาติเค็ม อร่อย
    -เนื้อปลา ต้องใช้เนื้อปลาที่สดใหม่ ล้างให้สะอาด อย่าให้มีเมือกติด เนื่องจากส่วนนี้จะทำให้เนื้อปลาคาว

    ผัดสะตอปลา สูตรอาหาร แบบง่ายๆ เมนูปลา อาหารสำหรับคนชอบกินสะตอ ซึ่งเคล็ดลับการทำอาหาร เมนูสะตอ อาหาร แบบง่ายๆ สำหรับคนใต้โดยเฉพาะ สะตอ ผักพื้นบ้าน ชาวปักษ์ใต้ กลิ่นฉุนเป็นเอกลักษณ์ ของสะตอ นิยมนำมาทำอาหาร หรือ กินแบบสดๆ วันนี้เราขอนำเสนอ เมนูอาหารปักษ์ใต้ สุดอร่อยกับ สูตรผัดสะตอ ยอดนิยม

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

  • สรรพคุณมะหลอด

    สรรพคุณมะหลอด สรรพคุณและประโยชน์ของมะหลอด

    สรรพคุณมะหลอด จะมีอยู่ด้วยกัน 3 รส

    สรรพคุณมะหลอด โดยทุกรสจะมีรสฝาดรวมอยู่ด้วย ซึ่งได้แก่ มะหลอดส้มจะมีรสเปรี้ยว สีผลออกส้มใส, มะหลอดหวาน มีสีค่อนข้างแดงเข้ม หารับประทานได้ยาก, และมะหลอดก๋ำปอ มีรสไม่เปรี้ยวและไม่หวานมาก อย่างไรก็ตามก่อนนำมารับประทานต้องทำให้นิ่มก่อนด้วยวิธีการนวดหรือคลึง เพราะจะช่วยลดความฝาดลงไปได้เยอะ แถมยังช่วยแยกเมล็ดออกมาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

    มะหลอด เป็นผลไม้ที่บางคนคงไม่รู้จักหรือไม่เคยได้ยิน เพราะเท่าที่ทราบก็คือผลไม้ชนิดนี้เป็นผลไม้ของทางภาคเหนือ โดยจะออกดอกออกผลในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อยามที่ผลมันสุก ต้นจะดูสวยงามเต็มไปด้วยผลที่มีสีแดงสด สีส้ม สีเหลือง สีเขียว คละเคล้ากันไป เห็นแล้วน่ารับประทาน แต่น่าเสียดายที่ผลไม้ชนิดนี้ยังไม่นิยมปลูกกันอย่างแพร่หลาย ทำให้มีผลผลิตจำหน่ายเข้าสู่ตลาดน้อยมาก และมักพบเห็นวางจำหน่ายตามตลาดในจังหวัดรอบนอกตามชนบท ทำให้ไม่เป็นที่รู้จักเหมือนผลไม้ชนิดอื่น และยังไม่มีการส่งเสริมการปลูกอย่างจริงจัง ซึ่งในปัจจุบันค่อนข้างจะหาได้ยากขึ้นทุกที

    สรรพคุณของมะหลอด

    1.ช่วยบำรุงหัวใจ (ดอก)
    2.ช่วยบำรุงเนื้อหนังให้สมบูรณ์ (ใบ)
    3.ช่วยคุมธาตุในร่างกาย (ผล, ดอก)
    4.ช่วยแก้โรคตา (ดอก)
    5.ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียนได้ (ผล)
    6.ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ดอก)
    7.ช่วยแก้ไข้พิษ (เถา)
    8.ช่วยขับเสมหะ (เปลือกต้น)
    9.ทั้งต้นใช้ต้มอาบแก้อาการใจสั่นได้ (ทั้งต้น)
    10.ผลสุกมะหลอดใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ผลสุก)
    11.ช่วยแก้อาการบิดและอาการท้องผูกในเด็ก (ผลสุก)
    12.ตำรับยาพื้นบ้าน ชาวล้านนาใช้เนื้อในเมล็ดผสมกับเหง้าสับปะรด 7 แว่น กับสารส้มขนาดเท่าหัวแม่มือ นำไปต้มเป็นน้ำดื่มช่วยแก้โรคนิ่วได้ (เนื้อในเมล็ด)
    13.ดอกใช้แก้ริดสีดวงจมูก (ดอก)
    14.ผลดิบใช้เป็นยาฝาดสมาน (ผลดิบ, ดอก)
    15.รากใช้ผสมรากเติ่ง นำไปแช่เหล้าที่ทำจากข้าวเหนียวตำ ใช้กินแก้อาการปวดกระดูก ปวดหัว หรืออาการเข่าเดินไม่ได้ (ราก)
    16.ดอกใช้เข้าเครื่องยา (ดอก)

    ประโยชน์ของมะหลอด

    -ประโยชน์ มะหลอดเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี มันจึงช่วยในการต่อต้านอนุมูลอิสระได้
    -ผลสุกใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ กินกับน้ำพริกหวาน หรือจะนำไปดองกับเกลือก็ได้เช่นกัน
    -ผลสุกสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลไม้ดอง ผลไม้แช่อิ่ม นำไปทำไวน์ เป็นต้น
    -ผลดิบสีเขียวสามารถนำมารับประทานร่วมกับน้ำพริกถั่วเน่าพันด้วยผักกาดและผักชีได้ คล้าย ๆ กับกินเมี่ยงคำ หรือนำมาทำส้มตำ ทำแกงส้ม เป็นต้น

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

  • สูตรยำมะม่วง

    สูตรยำมะม่วง อาหารไทย เมนูยำ กับข้าวจากมะม่วง พร้อมวิธีทำ

    สูตรยำมะม่วง อาหารไทย เมนูยำ วิธีทำยำมะม่วง ง่ายๆ สามารถทำกินเองได้ เคล็ดลับอยู่ที่ น้ำยำ รสชาติเข้มค้น จากกะปิ เคล็ดลับการทำอาหาร มะม่วงทำอะไรกินได้บ้าง

    สูตรอาหารแนะนำ สำหรับวันนี้ เป็น อาหารพื้นเมือง คือ ยำมะม่วง ขั้นตอนการทำยำมะม่วง ไม่มีอะไรซับซ้อน อาหารไทย เมนูยำ ยำมะม่วง ภาษาอังกฤษ เรียก Mango Salad มะม่วงทำอะรไกินได้บ้าง เมนูยำมีอะไรบ้าง เคล็ดลับการทำยำมะม่วง

    ยำมะม่วง สูตรยำมะม่วง เป็น อาหารสูตรยำ แบบจัดจ้าน ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรัก การทำอาหาร เมนูยำ สำหรับ ฤดูร้อน ที่มีมะม่วงออกมามาก จึงเป็นช่วงเวลาที่ มี อาหารเมนูมะม่วงมากมาย หลายเมนู ยำมะม่วง เป็นอีก หนึ่ง สูตรอาหาร สำหรับวันนี้

    ส่วนผสมสำหรับทำยำมะม่วง

    -มะม่วงสับเป็นเส้น 1 ผล
    -กุ้งแห้ง 1 ช้อนชา
    -พริกบด 1 ช้อนชา
    -กะปิ 1 ช้อนชา
    -น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
    -น้ำปลา 3 ช้อนโต้ะ
    -น้ำตาล 1 ช้อนชา
    -ผักชีหั่น 1 ช้อนชา
    -หอมแดงหั่น 1 ช้อนชา
    -ถั่วลิสง 1ช้อนชา

    วิธีทำยำมะม่วง

    1.เตรียมชาม ใส่ น้ำตาล น้ำปลา มะนาว และ พริก ผสมให้เข้ากัน
    2.ใส่ มะม่วง ถั่วลิสง และ หอมแดง คลุกให้เข้ากัน
    3.เสริฟใส่จาน โรยหน้าด้วยผักชี เมนูยำ กับข้าว ง่ายๆ อาหารอีสาน
    เคล็ดลับการทำยำมะม่วง

    -มะม่วง ที่เหมาะสำสำหรับนำมาทำยำมะม่วง คือ มะม่วงแก้ว ต้องเป็น มะม่วงดิบ เนื่องจาก เนื้อมะม่วงแข็ง กรอบ ให้ความรู้สึกของยำกรอบๆ ต้องมีรสเปรี้ยว มะม่วงมันไม่เหมาะสำหรับทำยำมะม่วง มะม่วงสุกไม่เหมาะสำหรับทำยำมะม่วง
    -การทำยำมะม่วง เคล็ดลับของน้ำยำ อยู่ที่ กะปิ น้ำยำต้องมีรสของกะปิ จะทำให้ เกิดความกลมกล่อม ของสูตรอาหาร เมนูนี้
    -หอมแดง ที่นำมาปรุงกลิ่น นั้น ให้ซอยละเอียดๆ นำหอมแดง แช่น้ำ เพื่อให้กลิ่นของหอมแดง ลดความฉุนลง
    -ถั่วลิสงค์ ให้ใช้ ถั่วลิสงคั่วเอง ถั่วลิสงค์คั่วใหม่ จะทำให้ถั่วกรอบ และ หอม เหมาะสำหรับเป็น อาหาร สำหรับ ทานเล่น
    -น้ำตาล สำหรับนำมาทำน้ำยำ ควรใช้น้ำตาลปี๊บ จะได้ความหวาน เนียน นุ่มละมุน
    -มะม่วงดิบ เวลาโดยน้ำยำ มะม่วงดิบจะคายน้ำในตัวออกมา ทำให้มะม่วงมีความช้ำ เทคนิคในการทำยำมะม่วง คือ ต้องคลุกเลค้าแบบเบาๆ
    -สำหรับเครื่องที่ใส่ในยำมะม่วง สามารถใส่ ปลาเล็กๆทอดกรอบลงไปได้ เพิ่มความอร่อยไปอีกแบบ

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

  • ข้าวหมกไก่

    ข้าวหมกไก่ อาหารจานเดียว อาหารไทย เมนูไก่

    ข้าวหมกไก่ อาหารจานเดียว เมนูไก่ เคล็ดลับการทำข้าวหมก อาหารใต้ ไก่ทำอะไรกินดี อาหารไทย ข้าวสีเหลืองๆหอมขมิ้น เนื้อไก่นุ่มๆ กับ น้ำจิ้มรสเด็ด

    อาหารยอดนิยม เมนูแนะนำสำหรับวันนี้ คือ อาหารจานด่วน ง่ายๆ ข้าวหอมเครื่องเทศ กับ น้ำจิ้มรสเด็ด กับ ไก่นึ่ง ข้าวหมกไก่ เคล็ดลับควมอร่อย อยู่ที่ การหุงข้าวหมก เครื่องเทศสำหรับนำมาหมกกับข้าว ทำอย่างไรให้เม็ดข้าวสวยๆ ข้าวหมกไก่ เมนูอาหารรสอร่อยยอดนิยม ไม่แพ้ข้าวมันไก่ อาหารจานเดียว แบบง่ายๆ เหมาะสำหรับทุกชาติทุกภาษา และ ทุกศาสนา สามารถกินได้ เราสามารถหาเมนูนี้ได้เกือบทุกที่ในเมืองไทย ข้าวที่ผสมด้วยเครื่องเทศนานาชนิด วันนี้ เมนูที่ผู้ใหญ่ทานได้ เด็กทานดี จะเพศไหนก็บอกว่าอร่อย

    ส่วนผสมสำหรับทำข้าวหมกไก่

    -ข้าวสาร 3 ถ้วย
    -น่องไก่ 1 ถ้วย
    -เม็ดผักชี 1 ช้อนโต้ะ
    -ลูกยี่หร่า 1 ช้อนชา
    -อบเชย 1 แท่ง
    -กานพลู 4 ดอก
    -พริกสด 3 เม็ด
    -เกลือ 1 ช้อนโต้ะ
    -ผงขมิ้น 1 ช้อนชา
    -ผงกระหรี่ 1 ช้อนโต้ะ
    -นมจืด ครึ่งถ้วยหอมแดงซอย 1 ถ้วยตวง
    วิธีทำข้าวหมกไก่

    1.ตั้งกระทะน้ำมัน ให้ร้อนจากนั้นนำหอมแดงมาเจียวให้เหลือง และพักไว้สำหรับโรยหน้าข้าวหมกไก่
    2.นำเม็ดผักชี ลูกยี่หร่า พริกไทย อบเชย การพลู ลูกกระวาน มาคั่วให้หอม จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมด พร้อมกับ พริกสด เกลือ ผงขมิ้น และผงกะหรี่มาโขรกให้ละเอียด
    3.จากนั้นนำเครื่องเทศที่โขรกมาผสมกับนมสดและนำหมักกับน่องไก่
    4.ซาวข้าวด้วยน้ำ จากนั้นนำข้าวสารไปผสมกับเครื่องหมักน่องไก่ จากนั้นนำไปหุงในหม้อหุงข้าวเติมน้ำพอประมาณ หุงพร้อมกับน่องไก่เลย
    5.เมื่อข้าวสุกก็เสริฟข้าวหมกพร้อมน่องไก่ โรยหน้าด้วยหอมเจียว

    เคล็ดลับการทำข้าวหมกไก่

    -การคั่วเครื่องเทศ เป็น เคล็ดลับความอร่อย ของเมนูข้าวหมก คั่วเครื่องเทศให้หอม เครื่องเทศที่หอมจะทำให้ข้าวหอมน่ารับประทาน
    -หอมเจียว จะเป็นตัวเพิ่มรสชาติของอาหาร การทอดหอมเจียวให้กรอบ มีเคล็ดลับการทำ โดยให้นำหอมมแดงคลุกกับเกลือ และแป้งมัน นำไปทอด ให้ทอด สองครั้ง การทอดครั้งแรง ให้ทอดให้หอมแดงมีสีเหลือง ให้นำมาพักให้เย็น และสะเด็ดน้ำมันก่อน จากนั้น การนำหอมแดงไปทอดครั้งที่สอง จะทำให้เหลืองและกรอบอร่อย มีรสเค็มนิดๆ
    -น้ำซุปไก่ ใส่ หัวไชท้าว แครอท และ มันฝรั่ง จะทำให้น้ำซุปมีรสอร่อย เหมาะสำหรับกินกับข้าวหมก
    -ไก่ ที่ใช้ทำไก่นึ่ง ให้เลือก ไก่ส่วนอก และ น่องไก่ เนื่องจากไก่ส่วนนั้นกินง่าย
    -ข้าวสำหรับนำมาทำข้าวหมก ใช้ ข้าวหมอเก่า ผสมกับ ข้าวหอมมะลิเก่า จะได้ข้าวหมก ที่เม็ดนุ่มๆ สวยๆ
    ไก่ ภาษาอังกฤษ เรียก Chicken เป็นสัตว์ประเภทสัตว์ปีกจำพวกนก มีชื่อวิทยาศาสตร์ ว่า Gallus gallus บินได้ในระยะสั้น หากินตามพื้นดิน ตกไข่ก่อนแล้วจึงฟักเป็นตัว ขมิ้นชัน ภาษาอังกฤษ เรียก Turmeric เป็นพืชล้มลุกในวงศ์ขิง มีถิ่นกำเนิดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีเหง้าอยู่ใต้ดิน เนื้อในของเหง้าเป็นสีเหลือง มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว มีสีเหลืองเข้ม จนสีแสดจัด สามารถใช้รักษาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่น จุก เสียด แก้โรคกระเพาะอาหาร

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

  • ผัดฉ่าทะเล

    ผัดฉ่าทะเล อาหารไทย เมนูผัด อาหารทะเล

    ผัดฉ่าทะเล อาหารไทยยอดฮิต อาหารทะเล เมนูผัด ผัดฉ่าทะเล นำมา ผัดฉ่า วิธีทำผัดฉ่าทะเล ไม่ยาก ทะเลผัดฉ่า มี กระชาย พริกเหลือง พริกไทยดำ ข่า ช่วยขับเหงื่อ ช่วยให้เลือดลมดี

    อาหารอร่อย เมนูผัดฉ่า เป็น อาหารผัด รสกลมกล่อม มีความเผ็ดจากพริกไทย และสมุนไพรหลายชนิด ทะเลผัดฉ่า อาหารไทย เคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ การปรุงรสต้องพอดี และ อาหารที่นำมาทำต้องสด และ การผัด ต้องผัดให้สุกพอดี จะทำให้ได้อาหารที่อร่อยพอดี เมนูผัดฉ่า อาหารทะเล มี กุ้ง ปลาหมึก ปลา เป็นวัตถุดิบหลัก ส่วนผสมและขั้นตอนการทำ เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูอาหารทะเล

    ส่วนผสมสำหรับทำผัดฉ่าทะเล

    -ปลาหมึก หั่นเป็นชิ้น 1 ถ้วย
    -เนื้อกุ้ง 1 ถ้วย
    -เนื้อปลากะพง หั่น 1 ถ้วย
    -พริกไทยสด 1 ช้อนชา
    -น้ำมันหอย 1 ช้อนโต้ะ
    -รากผักชี บด 1 ช้อนชา
    -กระเทียม บด 1 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำมัน 2 ช้อนโต้ะ
    -น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาล 1 ช้อนชา
    -คื่นฉ่าย หั่น 2 ช้อนโต้ะ
    -ต้นหอม หั่น 2 ช้อนโต้ะ
    -พริกสด ซอย 1 ช้อนโต้ะ

    วิธีทำผัดฉ่าทะเลวิธีทำผัดฉ่าทะเล

    1.ตั้งกระทะน้ำมัน ให้ร้อน นำกระเทียม รากผักชี ผัดให้สุก จากนั้นนำ ปลาหมึก กุ้ง และ เนื้อปลา ลงไปผัดให้สุก
    2.ปรุงรสด้วย น้ำมันหอย น้ำปลา และ น้ำตาล
    3.นำ พริกสดซอย คื่นฉ่าย และ ต้นหอม ลงไปผัดและเสริฟใส่จาน

    เคล็ดลับการทำผัดฉ่าทะเล

    1.อาหารทะเลที่นำมาทำเป็นวัตถุดิบ ต้องเป็นอาหารทะเลที่สดใหม่
    2.ล้างอาหารทะเลให้สะอาด หากล้างไม่สะอาดจะมีกลิ่นคาว รับประทานไม่ได้
    3.ต้องผัดกระเทียม รากผักชีให้หอมก่อน ด้วยไฟร้อนๆ จากนั้นนำอาหารทะเลลงไปผัดให้สุกก่อน จึงค่อยปรุงรส
    4.น้ำมัน สำหรับใช้ในการผัด ให้ใช้น้ำมันพืช เป็นน้ำมันใหม่ ห้ามนำน้ำมันเก่ามาผัด เนื่องจากจะทำให้อาหารมีกลิ่นของอาหารอื่นๆ

    สูตรอาหาร เมนูอาหารทะเล อาหารทะเล กุ้ง หอย ปู ปลา ทำอะไรกินดี อาหารเมนูผัด ผัดฉ่า ผัดฉ่าทะเล ภาษาอังกฤษ เรียก Fried stir spicy sea food ผัดฉ่า อาหารรสจัด เผ็ด เค็ม เวลาผัดเครื่องผัดฉ่ากลิ่นหอมฉุน ด้วยเพราะใส่พริกเหลือง พริกขี้หนูสวน พริกไทยดำเม็ด เมนูผัดฉ่า ทำง่ายๆอร่อยๆ จากอาหารสดๆ ปรุงรส ด้วยสมุนไพรไทย รสชาติของผัดฉ่า รสเด็ด เผ็ดจัดจ้าน อร่อยๆ วิธีทำผัดฉ่าง่ายๆ อาหารไทย เมนูยอดฮิต อาหารทะเล นำมาผัดฉ่า รสชาติเผ็ดร้อน เต็มไปด้วยสมุนไพร วิธีทำผัดฉ่าทะเล ไม่ยาก ผัดฉ่า จะมีส่วนประกอบของ กระชาย พริกเหลือง พริกไทยดำและข่า ให้ความเผ็ดร้อน ช่วยขับเหงื่อและช่วยให้เลือดลมดี

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

  • ไข่ดาวลูกเขย

    ไข่ดาวลูกเขย อาหารไทย เมนูไข่ แบบง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

    ไข่ดาวลูกเขย คือ อาหารไทย ที่มีไข่ไก่ และ ซอสสูตรพิเศษ เปรี้ยว หวาน เค็ม อร่อยๆ วิธีทำไข่ดาวลูกเขย ง่ายๆ สามารถทำกินเองที่บ้านได้ เมนูไข่ เมนูทอด ไข่ไก่ทำอะไรกินดี มะขามเปียกทำอะไรกินได้บ้าง

    อาหารไทย เมนูอาหาร สำหรับวันนี้ นำเสนอ อาหารพื้นบ้าน อร่อยๆ รสหวานอมเปรี้ยว สามารถรับประทานได้ทุกชนชาติ ทุกศาสนา คือ ไข่ดาวลูกเขย เคล็ดลับความอร่อยของไข่ดาวลูกเขย คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร และ การปรุงรสชาติ

    สูตรไข่ดาวลูกเขย ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูไข่

    ส่วนผสม

    -ไข่ไก่ 2 ฟอง
    -พริกแห้ง 4-5 เม็ด
    -หอมเจียว 2 ช้อนโต้ะ
    -ผักชีซอย 1 ช้อนโต้ะ
    -น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต้ะ
    -น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต้ะ
    -น้ำปลา 3 ช้อนโต้ะ
    -หอมแดง 3 หัว บุบพอแตก
    -รากผักชี 1 ราก บุบพอแตก
    -น้ำมัน สำหรับทอดไข่

    วิธีทำไข่ดาวลูกเขย

    -ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน โดยให้น้ำมันมากหน่อยให้ท่วมไข่ น้ำมันร้อน ไฟอ่อน นำไข่ไก่ลงไปทอด ให้กรอบ
    -ทอดไข่ดาว 2 ฟอง จากนั้นมาพักใส่จานเอาไว้ก่อน
    -นำพริกแห้งไปทอด ให้กรอบ และ นำมาใส่จานไข่ดาว
    -ตั้งกระทะ ใส่ มะขามเปียก น้ำตาล น้ำปลา หอมแดง และ รากผักชี ลงไปคั่ว ให้ส่วนผสมละลายเข้ากันและส่งกลิ่นหอมของหอมแดงและรากผักชี
    -หากน้ำซอสแห้งเกินไป ให้เติมน้ำเปล่าลงไป เคี้ยวให้ซอสเหนียว ชิมรส ให้ได้ เปรี้ยว หวาน และ เค็มนิดหน่อบ
    -จัดหน้าจานไข่ดาวให้สวยงาม ราดน้ำซอส และ โรยหน้าด้วยผักชีและหอมเจียว

    เคล็ดลับการทำไข่ดาวลูกเขย

    -ไข่ไก่ ให้เลือกใช้ไข่ไก่ที่สดใหม่ โดยเวลาจะนำไข่ไปทอด ให้ตอกไข่ใส่ถ้วยสำหรับเตรียมอาหาร ก่อน จะทำให้ได้ไข่ที่สวยงาม
    -น้ำมัน สำหรับทอดไข่ ให้ใช้น้ำมันใหม่ ปริมาณน้ำมันมากหน่อย และ ใช้น้ำมันร้อน ส่วนไฟอ่อนถึงปานกลาง
    -หอมเจียว ให้เลือกใช้หอมแดงที่เจียวแบบใหม่ๆ จะได้หอมเจียวที่หอม และ กรอบอร่อย
    -ความเปรี้ยว ของเมนูนี้ ให้ใช้น้ำมะขามเปี๊ยก ซึ่งความเปรี้ยวของมะขามเปียกจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน น่ารับประทานมากกว่า น้ำส้มสายชู หรือ มะนาว
    -ไข่ดาว ต้องทอดให้กรอบ จึงจะน่ารับประทาน
    พริกแห้ง นำมาทอดให้กรอบหอม โดยการทอดสังเกตุว่าพริกเปลี่ยนสีก็ สามารถนำมารับประทานได้

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

  • สรรพคุณส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สรรพคุณส้มโอ จัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลากหลายและยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่าง ๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก และยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด โดยส่วนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ก็มีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นผล เปลือก ใบ และเมล็ด ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกและผลซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด

    ประโยชน์ของส้มโอ

    1.รับประทานส้มโอช่วยขับสารพิษในร่างกายได้ (ผล)
    2.มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง (ผล)
    3.ในตำราจีนเปลือกส้มโอใช้เป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ ช่วยแก้อาการไอ ผสมในยาหอมกินแล้วทำให้สดชื่น (เปลือก)
    4.ในตำราคาไทย เปลือกส้มโอจัดอยู่ในเปลือกส้มทั้ง 8 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย เปลือกส้มโอ เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกส้มจีน เปลือกส้มซ่า เปลือกส้มตรังกานู เปลือกมะนาว เปลือกมะกรูด เปลือกมะงั่น ซึ่งมีสรรพคุณแก้ลม (ระบบไหลเวียนโลหิต) แก้เสมหะ และใช้ปรุงเป็นยาหอม (เปลือก)
    5.มีความเชื่อว่าสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานจะนำส้มโอมาทาหน้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส (ผล)
    6.เชื่อว่าการรับประทานส้มโอจะช่วยทำให้ตาสดใสและเป็นประกาย (ผล)
    7.ช่วยให้เจริญอาหาร เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เบื่ออาหาร ปากไม่รู้รสอาหาร (ผล)
    8.ส้มโอมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ผล)
    9.ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการนำใบมาตำแล้วพอกบริเวณศีรษะ (ใบ)
    10.ช่วยแก้อาการเมาสุรา (ผล)
    11.เปลือกส้มโอเป็นส่วนประกอบของยาหอมสมุนไพร ซึ่งมีส่วนช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน (เปลือก)
    12.ช่วยแก้หวัด (ราก, เมล็ด)
    13.ประโยชน์ของส้มโอช่วยแก้อาการไอ (เปลือก, ราก, เมล็ด)
    14.ช่วยขับเสมหะ (ดอก, เปลือก)
    15.สรรพคุณส้มโอแก้อาการไอมีเสมหะ ด้วยการใช้ผลสดนำเมล็ดออก แกะเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่กับน้ำเหล้าไว้หนึ่งคืน เสร็จแล้วนำไปต้มให้เละแล้วผสมกับน้ำผึ้ง นำมากวนจนเข้ากันแล้วจิบกินบ่อย ๆ (ผล)
    16ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (เปลือก)
    17.ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง (ใบ)
    18.ส้มโอ สรรพคุณช่วยแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ปวดท้องน้อย (เปลือก, ราก, เมล็ด)
    19.ช่วยแก้อาการปวดท้อง ลำไส้เล็กหดตัวผิดปกติ (เมล็ด)
    20.ช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร (ผล, ดอก, เปลือก)
    21.ช่วยแก้อาการปวดในกระเพาะอาหาร (ดอก)
    22.ช่วยแก้อาการปวดกระบังลม (ดอก)
    23.ใช้เป็นยาแก้อาการปวดข้อหรืออาการปวดบวม ด้วยการใช้ใบส้มโอนำมาตำแล้วเอาไปย่างไฟให้อุ่น แล้วนำมาพอกบริเวณที่ปวด (ใบ)
    24.ช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง ด้วยการนำเปลือกมาต้มน้ำอาบ (เปลือก)
    25.ช่วยรักษาโรคลมพิษที่ผิวหนัง ด้วยการใช้เปลือกประมาณ 1 ผล หั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วต้มกับน้ำอาบ หรือทาในบริเวณที่เป็นลมพิษ (เปลือก)
    26.ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังอื่น ๆ ด้วยการใช้เปลือกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาต้มกับน้ำจนมันงวด แล้วเอาน้ำที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง (เปลือก)
    27.เปลือกใช้ตำแล้วนำมาพอกเพื่อรักษาฝี (เปลือก)
    28.เปลือกมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยฆ่าแมลง ฆ่าเห็บวัว เป็นต้น
    29.ช่วยแก้อาการไส้เลื่อน (เปลือก, เมล็ด, ราก)
    30.เรานิยมรับประทานส้มโอเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ หรือจะนำไปประกอบอาหารก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ยำ เมี่ยง ส้มตำ ข้าวยำ หรือของหวานเป็นต้น (ผล)
    31.เปลือกนอกสีขาวนำไปแปรรูปทำเป็นส้มโอสามรส ส้มโอแช่อิ่มได้ (เปลือก)
    32.ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด

    คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอต่อ 100 กรัม
    -พลังงาน 38 กิโลแคลอรี
    -คาร์โบไฮเดรต 9.62 กรัม
    -เส้นใย 1 กรัม
    -ไขมัน 0.04 กรัม
    -โปรตีน 0.76 กรัม
    -วิตามินบี 1 0.034 มิลลิกรัม 3%
    -วิตามินบี 2 0.027 มิลลิกรัม 2%
    -วิตามินบี 3 0.22 มิลลิกรัม 1%
    -วิตามินบี 6 0.036 มิลลิกรัม 3%
    -วิตามินซี 61 มิลลิกรัม 73%
    -ธาตุแคลเซียม 4 มิลลิกรัม 0%
    -ธาตุเหล็ก 0.11 มิลลิกรัม 1%
    -ธาตุแมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม 2
    -ธาตุแมงกานีส 0.017 มิลลิกรัม 1%
    -ธาตุฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม 2%
    -ธาตุโพแทสเซียม 216 มิลลิกรัม 5%
    -ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
    -ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
    % ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

    วิธีการปอกส้มโอ

    โดยปกติแล้ววิธีปอกส้มโอนั้น เรามักจะใช้มีดกรีดจากขั้วลงมา 6 ส่วน แล้วจึงลอกเปลือกออก วิธีนี้อาจจะทำให้เลอะมือได้ หรือบางส่วนของเนื้อจะไปติดกับน้ำมันของเปลือกที่ติดอยู่กับมือ ทำให้มีกลิ่นเหม็นและเสียรสชาติได้ ดังนั้นมาดูวิธีปอกส้มโออย่างถูกต้องกันดีกว่า

    1.ใช้มีดปอกส่วนของเปลือกที่เป็นสีเขียวออกให้หมดก่อน
    2.ลอกเปลือกสีขาว ซึ่งจะลอกออกได้ง่ายและไม่มีกลิ่นน้ำมันที่ผิวเปลือกติดมาด้วย
    3.เมื่อเหลือแต่เปลือกหุ้มกลีบ ให้ลอกเอาเปลือกหุ้มออกทีละกลีบเป็นอันเสร็จ ก็จะได้เนื้อที่เป็นกลีบสวยงามและไม่เสียรสชาติ

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

  • คั่วกลิ้งหมู

    คั่วกลิ้งหมู สูตรอาหารใต้ รสเด็ดเผ็ดร้อนโดนใจวัยแซ่บ

    คั่วกลิ้งหมู เมนูอาหารใต้รสเด็ด 

    คั่วกลิ้งหมู มีจุดเด่นที่รสชาติเผ็ดร้อน เพียบพร้อมไปด้วยเครื่องสมุนไพรรสเข้มข้น สำหรับเพื่อน ๆ ที่สนใจอยากลองทำ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอ เมนูอาหารใต้ยอดนิยม ใครไม่กลัวเผ็ด เชิญ !

    คั่วกลิ้งหมู อาหารใต้สุดฮอตที่ทุกคนรู้จักดี หอมกลิ่นน้ำพริกคั่วกลิ้ง ผัดรวมกับเนื้อหมูสับ ติดมันเล็ก ๆ สุดท้ายโรยใบมะกรูดซอย อูย… เห็นแล้วเปรี้ยวปากจริง ๆ

    ส่วนผสม

    • หมูเนื้อแดงสับ 200 กรัม
    • น้ำพริกคั่วกลิ้ง 2 ช้อนโต๊ะ (เพิ่ม-ลดได้ตามความเผ็ดที่ชอบ)
    • กะปิอย่างดี 1/2 ช้อนชา (ควรชิมรสชาติของน้ำพริกแกงก่อนใส่กะปิ เพราะน้ำพริกแกงแต่ละร้านมีความเค็มไม่เท่ากัน)
    • น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนชา
    • น้ำปลา (ปรุงรส) 1 ช้อนชา
    • น้ำมันพืช (สำหรับผัด)
    • ใบมะกรูดซอย 6 ใบ
    • พริกไทยอ่อน 1 ช่อ

    วิธีทำ

    • 1. โขลกน้ำพริกคั่วกลิ้งกับกะปิให้พอเข้ากัน เตรียมไว้

    • 2. ใส่น้ำมันพืชลงในกระทะ พอร้อนใส่เนื้อหมูสับลงไปผัดจนเกือบสุก

    • 3. จากนั้นใส่น้ำพริกคั่วกลิ้งลงไปผัดกับหมูสับให้เข้ากัน ปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและน้ำปลา ผัดให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ

    • 4. ปิดไฟแล้วใส่พริกไทยอ่อนและใบมะกรูดซอยลงไปผัดให้เข้ากัน ตักใส่จาน เสิร์ฟพร้อมกับผักสดตามชอบ

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

  • น้ำพริกหนุ่ม

    น้ำพริกหนุ่ม เป็นอาหารที่น่าสนใจอีกภาคหนึ่ง เมนูค่อนข้างหลากหลาย

    น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริก หรือยำ ประเภทของอาหารก็จะคล้ายภาคอื่น แต่อาหารเหนือจะมีรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์อย่างเด่นชัด เช่นผักบางชนิดก็หาได้ง่ายเฉพาะในภาคเหนือเท่านั้น เพราะภาคเหนือจะเต็มไปด้วยภูเขา จึงมีผัก มีสมุนไพรจากป่าเยอะแยะมากมาย จึงได้พริกแกงที่มีแต่สมุนไพรนานาชนิดๆ วันนี้เอาใจคนรักอาหารเหนือเลยรวมสูตรอาหารเหนือที่คัดมาแต่เมนูเด็ด ลำแต้แต้ แน่นอน

    ส่วนผสม

    -พริกหนุ่ม 15 เม็ด
    -กระเทียม 5 หัว
    -มะนาว 2 ลูก
    -น้ำตาลปี๊บ 1 ช้อนชา
    -หอมแดง 5 หัว
    -น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ

    1.นำพริกหนุ่ม กระเทียม หอมแดง มาเผา ให้เกรียม พักไว้ให้เย็นแล้วปอกเปลือกพริกหนุ่ม กระเทียม และหอมแดงออก
    2.นำพริกหนุ่ม กระเทียมและหอมแดงที่ปอกเปลือกเสร็จแล้ว มาโขลกรวมกันให้ละเอียด
    3.เมื่อส่วนผสมเข้าดีแล้วเติมน้ำตาล มะนาวและน้ำปลาลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วชิมถ้าอยากเพิ่มรสชาติไหนเพิ่มลงไปได้เลย

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://food.mthai.com

  • มะเฟืองไทย

    มะเฟืองไทย ที่คุณอาจไม่ทราบ ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่หลายคนชื่นชอบ

    มะเฟืองไทย อันตรายจาก “มะเฟือง”
    เนื่องจากมะเฟืองมีกรดออกซาลิกสูงพอสมควร ดังนั้นจึงอาจส่งผลต่อผู้ป่วยโรคไต หรือกำลังรับการฟอกไตอยู่ เพราะอาจทำให้อาการของโรคไตหนักขึ้นกว่าเดิม และการรับสารออกซาลิกเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือไตวายเฉียบพลันได้

    ผู้ที่อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาการท้องเสีย ท้องร่วง ทำงานหนัก หรือออกกำลังกายหนักจนสูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก หากรับประทานมะเฟือง หรือดื่มน้ำมะเฟืองในปริมาณมาก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน

    นอกจากนี้ ใครที่กำลังทานยาลดไขมัน หรือยาลดความเครียดอยู่ ไม่ควรทานมะเฟืองเช่นกัน เพราะมะเฟืองจะเข้าไปต่อต้านการทำงานของยาเหล่านั้น

    มะเฟืองเปรี้ยว VS มะเฟืองหวาน
    ในมะเฟืองเปรี้ยวจะมีกรดออกซาลิกสูงกว่าในมะเฟืองหวาน ดังนั้นมะเฟืองเปรี้ยวอาจส่งกระทบต่อการทำงานของไตได้มากกว่ามะเฟืองหวานนั่นเอง

    ถึงแม้ว่ามะเฟืองจะแอบซ่อนอันตรายเอาไว้อยู่บ้าง แต่หากทานมะเฟืองในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอร่อยสดชื่นของมะเฟืองได้เหมือนเดิมค่ะ อะไรที่มากเกินไป ย่อมไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะกับมะเฟืองเท่านั้น หากทานอย่างมีสติ รับรองว่าให้ประโยชน์มากมายแก่ร่างกายได้แน่นอน

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com