หมวดหมู่: อาหารผลไม้ภาคกลาง

  • ไข่ดาวลูกเขย

    ไข่ดาวลูกเขย อาหารไทย เมนูไข่ แบบง่ายๆ พร้อมวิธีทำ

    ไข่ดาวลูกเขย คือ อาหารไทย ที่มีไข่ไก่ และ ซอสสูตรพิเศษ เปรี้ยว หวาน เค็ม อร่อยๆ วิธีทำไข่ดาวลูกเขย ง่ายๆ สามารถทำกินเองที่บ้านได้ เมนูไข่ เมนูทอด ไข่ไก่ทำอะไรกินดี มะขามเปียกทำอะไรกินได้บ้าง

    อาหารไทย เมนูอาหาร สำหรับวันนี้ นำเสนอ อาหารพื้นบ้าน อร่อยๆ รสหวานอมเปรี้ยว สามารถรับประทานได้ทุกชนชาติ ทุกศาสนา คือ ไข่ดาวลูกเขย เคล็ดลับความอร่อยของไข่ดาวลูกเขย คือ วัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการเตรียมอาหาร และ การปรุงรสชาติ

    สูตรไข่ดาวลูกเขย ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูไข่

    ส่วนผสม

    -ไข่ไก่ 2 ฟอง
    -พริกแห้ง 4-5 เม็ด
    -หอมเจียว 2 ช้อนโต้ะ
    -ผักชีซอย 1 ช้อนโต้ะ
    -น้ำตาลปี๊บ 3 ช้อนโต้ะ
    -น้ำมะขามเปียก 3 ช้อนโต้ะ
    -น้ำปลา 3 ช้อนโต้ะ
    -หอมแดง 3 หัว บุบพอแตก
    -รากผักชี 1 ราก บุบพอแตก
    -น้ำมัน สำหรับทอดไข่

    วิธีทำไข่ดาวลูกเขย

    -ตั้งกระทะน้ำมันให้ร้อน โดยให้น้ำมันมากหน่อยให้ท่วมไข่ น้ำมันร้อน ไฟอ่อน นำไข่ไก่ลงไปทอด ให้กรอบ
    -ทอดไข่ดาว 2 ฟอง จากนั้นมาพักใส่จานเอาไว้ก่อน
    -นำพริกแห้งไปทอด ให้กรอบ และ นำมาใส่จานไข่ดาว
    -ตั้งกระทะ ใส่ มะขามเปียก น้ำตาล น้ำปลา หอมแดง และ รากผักชี ลงไปคั่ว ให้ส่วนผสมละลายเข้ากันและส่งกลิ่นหอมของหอมแดงและรากผักชี
    -หากน้ำซอสแห้งเกินไป ให้เติมน้ำเปล่าลงไป เคี้ยวให้ซอสเหนียว ชิมรส ให้ได้ เปรี้ยว หวาน และ เค็มนิดหน่อบ
    -จัดหน้าจานไข่ดาวให้สวยงาม ราดน้ำซอส และ โรยหน้าด้วยผักชีและหอมเจียว

    เคล็ดลับการทำไข่ดาวลูกเขย

    -ไข่ไก่ ให้เลือกใช้ไข่ไก่ที่สดใหม่ โดยเวลาจะนำไข่ไปทอด ให้ตอกไข่ใส่ถ้วยสำหรับเตรียมอาหาร ก่อน จะทำให้ได้ไข่ที่สวยงาม
    -น้ำมัน สำหรับทอดไข่ ให้ใช้น้ำมันใหม่ ปริมาณน้ำมันมากหน่อย และ ใช้น้ำมันร้อน ส่วนไฟอ่อนถึงปานกลาง
    -หอมเจียว ให้เลือกใช้หอมแดงที่เจียวแบบใหม่ๆ จะได้หอมเจียวที่หอม และ กรอบอร่อย
    -ความเปรี้ยว ของเมนูนี้ ให้ใช้น้ำมะขามเปี๊ยก ซึ่งความเปรี้ยวของมะขามเปียกจะมีรสเปรี้ยวอมหวาน น่ารับประทานมากกว่า น้ำส้มสายชู หรือ มะนาว
    -ไข่ดาว ต้องทอดให้กรอบ จึงจะน่ารับประทาน
    พริกแห้ง นำมาทอดให้กรอบหอม โดยการทอดสังเกตุว่าพริกเปลี่ยนสีก็ สามารถนำมารับประทานได้

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com

  • สรรพคุณส้มโอ เป็นผลไม้ที่มีต้นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สรรพคุณส้มโอ จัดเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลากหลายและยังมีสรรพคุณทางยาในการรักษาโรคต่าง ๆ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีซึ่งเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระในปริมาณมาก และยังมีวิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด โดยส่วนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ก็มีหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นผล เปลือก ใบ และเมล็ด ก็ล้วนแล้วแต่มีประโยชน์ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเปลือกและผลซึ่งเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด

    ประโยชน์ของส้มโอ

    1.รับประทานส้มโอช่วยขับสารพิษในร่างกายได้ (ผล)
    2.มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง (ผล)
    3.ในตำราจีนเปลือกส้มโอใช้เป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ ช่วยแก้อาการไอ ผสมในยาหอมกินแล้วทำให้สดชื่น (เปลือก)
    4.ในตำราคาไทย เปลือกส้มโอจัดอยู่ในเปลือกส้มทั้ง 8 ประการ ซึ่งประกอบไปด้วย เปลือกส้มโอ เปลือกส้มเขียวหวาน เปลือกส้มจีน เปลือกส้มซ่า เปลือกส้มตรังกานู เปลือกมะนาว เปลือกมะกรูด เปลือกมะงั่น ซึ่งมีสรรพคุณแก้ลม (ระบบไหลเวียนโลหิต) แก้เสมหะ และใช้ปรุงเป็นยาหอม (เปลือก)
    5.มีความเชื่อว่าสตรีที่ยังไม่ได้แต่งงานจะนำส้มโอมาทาหน้า เพราะเชื่อว่าจะช่วยทำให้ผิวพรรณผุดผ่อง สดใส (ผล)
    6.เชื่อว่าการรับประทานส้มโอจะช่วยทำให้ตาสดใสและเป็นประกาย (ผล)
    7.ช่วยให้เจริญอาหาร เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เบื่ออาหาร ปากไม่รู้รสอาหาร (ผล)
    8.ส้มโอมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ผล)
    9.ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการนำใบมาตำแล้วพอกบริเวณศีรษะ (ใบ)
    10.ช่วยแก้อาการเมาสุรา (ผล)
    11.เปลือกส้มโอเป็นส่วนประกอบของยาหอมสมุนไพร ซึ่งมีส่วนช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดตาลาย ใจสั่น คลื่นไส้อาเจียน (เปลือก)
    12.ช่วยแก้หวัด (ราก, เมล็ด)
    13.ประโยชน์ของส้มโอช่วยแก้อาการไอ (เปลือก, ราก, เมล็ด)
    14.ช่วยขับเสมหะ (ดอก, เปลือก)
    15.สรรพคุณส้มโอแก้อาการไอมีเสมหะ ด้วยการใช้ผลสดนำเมล็ดออก แกะเป็นชิ้นเล็ก ๆ แช่กับน้ำเหล้าไว้หนึ่งคืน เสร็จแล้วนำไปต้มให้เละแล้วผสมกับน้ำผึ้ง นำมากวนจนเข้ากันแล้วจิบกินบ่อย ๆ (ผล)
    16ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (เปลือก)
    17.ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้อง (ใบ)
    18.ส้มโอ สรรพคุณช่วยแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ปวดท้องน้อย (เปลือก, ราก, เมล็ด)
    19.ช่วยแก้อาการปวดท้อง ลำไส้เล็กหดตัวผิดปกติ (เมล็ด)
    20.ช่วยขับลมในลำไส้และกระเพาะอาหาร (ผล, ดอก, เปลือก)
    21.ช่วยแก้อาการปวดในกระเพาะอาหาร (ดอก)
    22.ช่วยแก้อาการปวดกระบังลม (ดอก)
    23.ใช้เป็นยาแก้อาการปวดข้อหรืออาการปวดบวม ด้วยการใช้ใบส้มโอนำมาตำแล้วเอาไปย่างไฟให้อุ่น แล้วนำมาพอกบริเวณที่ปวด (ใบ)
    24.ช่วยแก้อาการคันตามผิวหนัง ด้วยการนำเปลือกมาต้มน้ำอาบ (เปลือก)
    25.ช่วยรักษาโรคลมพิษที่ผิวหนัง ด้วยการใช้เปลือกประมาณ 1 ผล หั่นเป็นชิ้น ๆ แล้วต้มกับน้ำอาบ หรือทาในบริเวณที่เป็นลมพิษ (เปลือก)
    26.ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับผิวหนังอื่น ๆ ด้วยการใช้เปลือกมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำมาต้มกับน้ำจนมันงวด แล้วเอาน้ำที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นโรคผิวหนัง (เปลือก)
    27.เปลือกใช้ตำแล้วนำมาพอกเพื่อรักษาฝี (เปลือก)
    28.เปลือกมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อรา เชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดการอักเสบ และยังช่วยฆ่าแมลง ฆ่าเห็บวัว เป็นต้น
    29.ช่วยแก้อาการไส้เลื่อน (เปลือก, เมล็ด, ราก)
    30.เรานิยมรับประทานส้มโอเป็นผลไม้สด ทำเป็นน้ำผลไม้ หรือจะนำไปประกอบอาหารก็ได้ ไม่ว่าจะเป็น ยำ เมี่ยง ส้มตำ ข้าวยำ หรือของหวานเป็นต้น (ผล)
    31.เปลือกนอกสีขาวนำไปแปรรูปทำเป็นส้มโอสามรส ส้มโอแช่อิ่มได้ (เปลือก)
    32.ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด

    คุณค่าทางโภชนาการของส้มโอต่อ 100 กรัม
    -พลังงาน 38 กิโลแคลอรี
    -คาร์โบไฮเดรต 9.62 กรัม
    -เส้นใย 1 กรัม
    -ไขมัน 0.04 กรัม
    -โปรตีน 0.76 กรัม
    -วิตามินบี 1 0.034 มิลลิกรัม 3%
    -วิตามินบี 2 0.027 มิลลิกรัม 2%
    -วิตามินบี 3 0.22 มิลลิกรัม 1%
    -วิตามินบี 6 0.036 มิลลิกรัม 3%
    -วิตามินซี 61 มิลลิกรัม 73%
    -ธาตุแคลเซียม 4 มิลลิกรัม 0%
    -ธาตุเหล็ก 0.11 มิลลิกรัม 1%
    -ธาตุแมกนีเซียม 6 มิลลิกรัม 2
    -ธาตุแมงกานีส 0.017 มิลลิกรัม 1%
    -ธาตุฟอสฟอรัส 17 มิลลิกรัม 2%
    -ธาตุโพแทสเซียม 216 มิลลิกรัม 5%
    -ธาตุโซเดียม 1 มิลลิกรัม 0%
    -ธาตุสังกะสี 0.08 มิลลิกรัม 1%
    % ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

    วิธีการปอกส้มโอ

    โดยปกติแล้ววิธีปอกส้มโอนั้น เรามักจะใช้มีดกรีดจากขั้วลงมา 6 ส่วน แล้วจึงลอกเปลือกออก วิธีนี้อาจจะทำให้เลอะมือได้ หรือบางส่วนของเนื้อจะไปติดกับน้ำมันของเปลือกที่ติดอยู่กับมือ ทำให้มีกลิ่นเหม็นและเสียรสชาติได้ ดังนั้นมาดูวิธีปอกส้มโออย่างถูกต้องกันดีกว่า

    1.ใช้มีดปอกส่วนของเปลือกที่เป็นสีเขียวออกให้หมดก่อน
    2.ลอกเปลือกสีขาว ซึ่งจะลอกออกได้ง่ายและไม่มีกลิ่นน้ำมันที่ผิวเปลือกติดมาด้วย
    3.เมื่อเหลือแต่เปลือกหุ้มกลีบ ให้ลอกเอาเปลือกหุ้มออกทีละกลีบเป็นอันเสร็จ ก็จะได้เนื้อที่เป็นกลีบสวยงามและไม่เสียรสชาติ

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://medthai.com

  • มะเฟืองไทย

    มะเฟืองไทย ที่คุณอาจไม่ทราบ ที่มีรสชาติหวานอมเปรี้ยวที่หลายคนชื่นชอบ

    มะเฟืองไทย อันตรายจาก “มะเฟือง”
    เนื่องจากมะเฟืองมีกรดออกซาลิกสูงพอสมควร ดังนั้นจึงอาจส่งผลต่อผู้ป่วยโรคไต หรือกำลังรับการฟอกไตอยู่ เพราะอาจทำให้อาการของโรคไตหนักขึ้นกว่าเดิม และการรับสารออกซาลิกเข้าไปในร่างกายเป็นจำนวนมาก อาจเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคนิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือไตวายเฉียบพลันได้

    ผู้ที่อยู่ในภาวะขาดน้ำเนื่องจากอาการท้องเสีย ท้องร่วง ทำงานหนัก หรือออกกำลังกายหนักจนสูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก หากรับประทานมะเฟือง หรือดื่มน้ำมะเฟืองในปริมาณมาก จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน

    นอกจากนี้ ใครที่กำลังทานยาลดไขมัน หรือยาลดความเครียดอยู่ ไม่ควรทานมะเฟืองเช่นกัน เพราะมะเฟืองจะเข้าไปต่อต้านการทำงานของยาเหล่านั้น

    มะเฟืองเปรี้ยว VS มะเฟืองหวาน
    ในมะเฟืองเปรี้ยวจะมีกรดออกซาลิกสูงกว่าในมะเฟืองหวาน ดังนั้นมะเฟืองเปรี้ยวอาจส่งกระทบต่อการทำงานของไตได้มากกว่ามะเฟืองหวานนั่นเอง

    ถึงแม้ว่ามะเฟืองจะแอบซ่อนอันตรายเอาไว้อยู่บ้าง แต่หากทานมะเฟืองในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่มากจนเกินไป คุณก็ยังสามารถเพลิดเพลินกับรสชาติอร่อยสดชื่นของมะเฟืองได้เหมือนเดิมค่ะ อะไรที่มากเกินไป ย่อมไม่ดีต่อร่างกายแน่นอน ไม่ใช่เฉพาะกับมะเฟืองเท่านั้น หากทานอย่างมีสติ รับรองว่าให้ประโยชน์มากมายแก่ร่างกายได้แน่นอน

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

  • ยำมะม่วงปลากรอบ

    ยำมะม่วงปลากรอบ สูตรอาหารคาวจากผลไม้ เสกเมนูอร่อยเอาใจคนรักผลไม้

    ยำมะม่วงปลากรอบ ใส่มะม่วงขูด กุ้งแห้งป่น

    ยำมะม่วงปลากรอบ และเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เคล้ากับน้ำยำใส่หอมแดง เติมความเผ็ดจากพริกขี้หนูสดและพริกป่น

    ส่วนผสม ยำมะม่วงปลากรอบ

    -มะม่วงขูดหรือสับ 1 ลูก
    -ปลากรอบ 1/2 ถ้วย
    -เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด 1/4 ถ้วย
    -กุ้งแห้งป่นหยาบ 2 ช้อนโต๊ะ
    -พริกขี้หนูซอย 10 เม็ด
    -พริกขี้หนูแห้งคั่วป่น 1/2 ช้อนชา
    -หอมแดงซอย 2 หัว
    -น้ำมะขามเปียก 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
    -น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำยำมะม่วงปลากรอบ
    1. ใส่น้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บ น้ำมะนาว และน้ำปลาลงในอ่างผสม คนผสมจนน้ำตาลละลาย
    2. เติมพริกขี้หนูแห้งคั่วป่นกับพริกขี้หนูซอยลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง
    3. ใส่มะม่วงสับ หอมแดง และกุ้งแห้งป่นลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน ชิมรสตามชอบ
    4. ใส่ปลากรอบกับเม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไป คลุกเคล้าพอเข้ากัน ตักใส่ภาชนะ

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com

  • พันธุ์ทุเรียน

    พันธุ์ทุเรียน ในประเทศไทยสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 กลุ่ม

    พันธุ์ทุเรียน ในประเทศไทยสามารถจำแนกออกได้เป็น 6 กลุ่ม ตามลักษณะรูปร่างใบ ปลายใบ ฐานใบ ทรงผล และรูปร่างของหนาม คือ

    1.กลุ่มกบ จำแนกพันธุ์ได้ 46 พันธุ์ เช่น กบตาดำ กบทองคำ กบวัดเพลง กบก้านยาว
    2.กลุ่มลวง จำแนกพันธุ์ได้ 12 พันธุ์ เช่น ลวงทอง ชะนี สายหยุด ชะนีก้านยาว
    3.กลุ่มก้านยาว จำแนกพันธุ์ได้ 8 พันธุ์ เช่น ก้านยาว ก้านยาววัดสัก ก้านยาวพวง
    4.กลุ่มกำปั่น จำแนกพันธุ์ได้ 13 พันธุ์ เช่น กำปั่นเหลือง กำปั่นแดง ปิ่นทอง หมอนทอง
    5.กลุ่มทองย้อย จำแนกพันธุ์ได้ 14 พันธุ์ เช่น ทองย้อยเดิม ทองย้อยฉัตร ทองใหม่
    6.กลุ่มเบ็ดเตล็ด เป็นทุเรียนที่จำแนกลักษณะพันธุ์ได้ไม่แน่ชัด มีอยู่ถึง 81 พันธุ์
    พันธุ์ที่นิยมปลูกกันมากมี 4 พันธุ์ คือ หมอนทอง (D159), ชะนี (D123), ก้านยาว (D158), และ กระดุม ซึ่งมีลักษณะดังนี้

    -พันธุ์กระดุม ผลจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมด้านหัวและด้านท้ายผลค่อนข้างป้าน ก้นผลบุ๋มเล็กน้อย หนามเล็กสั้นและถี่ ขั้วค่อนข้างเล็กและสั้น ลักษณะของพูเต็มสมบูรณ์ ร่องพูค่อนข้างลึก เนื้อละเอียดอ่อนนุ่มสีเหลืองอ่อน เนื้อค่อนข้างบาง รสชาติหวานไม่ค่อยมัน เละง่ายเมื่อสุกจัด เมล็ดมีขนาดใหญ่
    -พันธุ์ชะนี (D123) ผลมีขนาดปานกลางถึงใหญ่ น้ำหนักประมาณ 2.5-3 กิโลกรัม ผลมีรูปทรงหวด กล่าวคือ กลางผลป่อง หัวเรียว ก้นตัด ร่องพูค่อนข้างลึกเห็นได้ชัด ขั้วผลใหญ่และสั้น เนื้อละเอียด สีเหลืองจัดเกือบเป็นสีจำปา ปริมาณมาก รสชาติหวานมัน เมล็ดค่อนข้างเล็กและมีจำนวนเมล็ดน้อย
    -พันธุ์หมอนทอง (D159) ผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม ทรงผลค่อนข้างยาวมีบ่าผล ปลายผลแหลม พูมักไม่ค่อยเต็มทุกพู หนามแหลมสูง ฐานหนามเป็นเหลี่ยม ระหว่างหนามใหญ่จะมีหนามเล็กวางแซมอยู่ทั่วไป ซึ่งเรียกหนามชนิดนี้ว่า เขี้ยวงู ก้านผลใหญ่แข็งแรง ช่วงกลางก้านผลจนถึงปากปลิงจะอ้วนใหญ่เป็นทรงกระบอก เนื้อหนาสีเหลืองอ่อนละเอียด เนื้อค่อนข้างแห้งไม่แฉะติดมือ รสชาติหวานมัน เมล็ดน้อยและลีบเป็นส่วนใหญ่
    -พันธุ์ก้านยาว (D158) ผลมีขนาดปานกลาง น้ำหนักประมาณ 3 กิโลกรัม ทรงผลกลมเห็นพูไม่ชัดเจน พูเต็มทุกพู หนามเล็กถี่สั้นสม่ำเสมอทั้งผล ก้านผลใหญ่และยาวกว่าพันธุ์อื่นๆ เนื้อละเอียดสีเหลืองหนาปานกลาง รสชาติหวานมัน เมล็ดมากค่อนข้างใหญ่

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://fruitthaii.wordpress.com

  • ไข่พะโล้ 

    ไข่พะโล้ สูตรอาหารง่ายๆ เมนูไข่ เมนูแกง อาหารยอดนิยม พร้อมวิธีทำ

    ไข่พะโล้ อาหาร เมนูไข่ แบบง่ายๆ วิธีทำไข่พะโล้ สามารถทำกินเองที่บ้านได้

    ไข่พะโล้ เอกลักษณ์ของพะโล้ คือ น้ำซุปหวานๆ หอมเครื่องเทศ นิยมใช้ ไข่ และ หมู ทำพะโล้ อาหารยอดนิยม รสหวาน ผู้ใหญ่กินได้ เด็กกินดี

    อาหารยอดนิยม สำหรับ วันนี้ ขอนำเสนอ พะโล้ เมนูอาหารที่ง่ายๆ สามารถหากินเองได้ตามตลาด และ ร้านอาหารข้าวราดแกงทั่วไป ด้วยคุณสมบัติของพะโล้ คือ รสหวาน หอม ไม่เผ็ด จึงเป็นเมนูอาหารที่กินง่าย สามารถกินได้ทุกเพศทุกวัย ทุกศาสนา เคล็ดลับการทำไข่พะโล้ อยู่ที่ การเลือกวัตถุดิบคุณภาพ เทคนิคการปรุงน้ำพะโล้ให้อร่อย หอมสมุนไพร ไข่ต้องใช้ไข่เป็ด ฟองโตๆ ไข่แดงใหญ่ๆ

    สูตรไข่พะโล้ ส่วนผสมและขั้นตอนการทำเข้าใจง่าย เหมาะสำหรับคนรักการทำอาหาร เมนูไข่

    ส่วนผสมสำหรับทำไข่พะโล้

    -ไข่เป็ด 3-4 ฟอง
    -น้ำมันพืชสำหรับผัด 3 ช้อนโต๊ะ
    -หมูสามชั้น หั่นเป็นชิ้นหนาๆ 1 จาน
    -พริกไทยเม็ดแห้ง 1 ช้อนชา
    -รากผักชีบด 1 ช้อนโต๊ะ
    -กระเทียมบด 1 ช้อนโต๊ะ
    -อบเชย 2 ท่อน
    -โป๊ยกั๊ก 2 ดอก
    -เต้าหู้ทอด หั่นเป็นชิ้นๆ 1 จาน
    -น้ำปลา 2 ช้อนโต้ะ
    -ซอสถั่วเหลือง 2 ช้อนโต้ะ
    -น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต้ะ
    -น้ำเปล่า 1 หม้อ

    ไข่พะโล้ 
    วิธีทำไข่พะโล้

    -เริ่มจากการเตรียมไข่ก่อน ตั้งหม้อต้ม นำไข่เป็ดลงไปต้ม ใช้ช้อนกวนน้ำให้ไข่วนๆ เพื่อให้ไข่แดงอยู่ตรงกลาง หากใส่ไข่ลงไปแช่เฉยำ ไข่แดงจะติดเปลือก ไม่สวยงาม เมื่อไข่ต้มสุก ให้นำไปแช่น้ำเย็น ให้ไข่หดตัว เวลาปลอกเปลือกจึงง่าย เมื่อได้ไข่ต้มแล้วให้พักเอาไว้ก่อน
    -เริ่มทำโดย โขรกรากผักชีก กระเทียม และ พริกไทย ให้ละเอียด ตั้งกระทะน้ำมัน ผัดด้วยไฟอ่อนๆ ให้น้ำมันหอมกลิ่นของรากผักชี กระเทียม และ พริกไทย ก่อน จากนั้นใส่น้ำตาลทรายลงไปผัด คั่วน้ำตาลให้ออกสีน้ำตาล จึงเติมน้ำเปล่าลงไป ให้ท่วมส่วนผสมทั้งหมด
    -ปรุงรสด้วย ซอสถั่วเปลือง โป็ยกั๊ก และ อบเชย ชิมรสชาติตามใจชอบ
    -จากนั้นเร่งไฟให้เดือด ใส่หมูสามชั้นลงไปต้ม พอหมูสุกได้ประมาณครึ่งหนึ่ง จึงใส่ไข่เป้ดต้มลงไป
    -ตุ๋นทิ้งไว้ด้วยไฟอ่อนๆ จนเนื้อหมูนุ่ม และ ไข่เปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาล ขั้นตอนนี้ หากน้ำซุปแห้งลงให้เติมน้ำลงไปอย่าให้แห้งขอด
    -ขั้นตอนสุดท้ายใส่เต้าหู้ทอดลงไป เสริฟใส่ชาม พร้อมรับประทาน
    เคล็ดลับการทำไข่พะโล้

    -สีน้ำตาลของน้ำซุป เป็นสีแบบธรรมชาติ จากน้ำตาลคั่วจนเป็นสีน้ำตาล หลายคนเข้าใจว่าน้ำเปล่า ใส่ซอสหวานสีดำ เป็นส่วนผสม แต่สูตรเด็ด คือ สีน้ำตาลได้มาจากน้ำตาลเคี่ยวไม่ใช่น้ำซอสดำ เพราะรสชาติค่อนข้างต่างกัน
    -ให้นำเครื่องเทศไปคั่วบนกระทะให้หอม ความหอมของเครื่องเทศจะมากขึ้น
    -ไข่สำหรับทำพะโล้ ให้เลือกใช้ไข่เป็ด เนื่องจากไข่ขาวและไข่แดงมีปริมาณมาก เวลาทำเสร็จแล้วไข่เป็ดจะดูสวยกว่า
    -น้ำซุป แนะนำให้ใช้น้ำซุปหมู เนื่องจากเมนูน้ำพะโล้ หากความหวานของเครื่องปรุงผสมกับน้ำซุปหมู จะเพิ่มความกลมกล่อมของอาหารได้มากขึ้น
    -เนื้อหมูที่จะนำไปเคี่ยวนั้น หากใช้เนื้อหมูสามชั้น ให้หมั่นช้อนไขมันออกมา และให้เคี่ยวจนเนื้อนิ่มเลย จะทำให้อร่อยมากขึ้น
    -การต้มไข่ ให้กวนน้ำให้ไข่วนไปมา การกวนน้ำจะทำให้ไข่แดงอยู่ตรงกลางไข่ จะได้ไข่ต้มที่สวยงาม และ การปลอกเปลือกไข่ ให้แช่น้ำเย็นให้ไข่ขาวและเปลือกแยกตัวก่อน จะได้ไข่ต้มที่สวยงาม

    ขอบคุณแหล่งที่มา https://nlovecooking.com